แชร์

Roast Profile คืออะไร???

อัพเดทล่าสุด: 5 ต.ค. 2023
5005 ผู้เข้าชม

Roast Profile คืออะไร???
.
เคยสงสัยกันไหมที่พวกนักคั่วเขาเรียกกันสั้นๆว่า ‘โปรไฟล์คั่ว’ เนี่ยมันคือสิ่งใด? เขียนยาวนิดนึงนะ ใครอ่านจนจบได้คือชนะเลิศ !!
------------------------------------------
พูดตรงๆลงไปก่อนเลยว่า Roast Profile ก็คือรูปแบบของการคั่วที่แสดงออกมาในรูปกราฟความสัมพันธ์ระหว่างเวลาและอุณหภูมิที่ Roastmaster ใช้ เพื่อควบคุมการคั่วให้ได้ผลลัพธ์ตามเป้าหมายที่วางเอาไว้


โดยทั่วไปแล้วระดับการคั่วของกาแฟ อ่อน-กลาง-เข้ม นั้นสามารถบอกได้ด้วยความเข้มของสีของเมล็ดที่พัฒนาจากสีน้ำตาลอ่อนไปจนเป็นน้ำตาลเข้ม เราอาจใช้ชาร์ตสีช่วยในการเทียบหรือใช้เครื่องมือวัดที่เรียกว่า Roast Color Analyzer ซึ่งจะวัดค่าสีออกมาเป็นสเกลตัวเลขที่มีสเกล 0-100 ตามมาตรฐาน Agtron Scale


.
แต่เพียงลำพังของค่าสีดังกล่าวไม่สามารถบอกเราได้ว่ากาแฟตัวนี้ผ่านการคั่วมาอย่างไร เพราะการควบคุมความร้อนระหว่างการคั่วที่ช่วงเวลาต่างๆล้วนแล้วแต่ส่งผลต่อการเกิดกลิ่นรสของกาแฟทั้งสิ้น
.
กาแฟที่ค่าสีเท่ากันอาจให้ผลทางรสชาติต่างกันมากๆก็ได้ถ้าหาก Roastmaster ใช้ไฟหนักเบาและระยะเวลาที่ต่างกัน เราเรียกเส้นทางของการให้ความร้อนที่ช่วงระยะเวลาต่างๆว่า Roast Profile หรือโปรไฟล์การคั่วนั่นเอง
.
ตัวแปรในการคั่วที่ Roastmaster ให้ความสำคัญนั้นมีหลายประการ ไล่เรียงตั้งแต่ อุณหภูมิเริ่มต้นคั่ว (charge temperature) , อุณหภูมิของอากาศภายในห้องคั่ว (environment temperature), เวลาและระดับอุณหภูมิที่เกิดการเลี้ยวตัวขึ้นของกราฟ (turning point), อัตราการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ (rate of rise), จุดที่เกิดการแตกตัวครั้งที่ 1 และ 2 (first crack, second crack), ระยะเวลาการพัฒนาตัว (development time) และจุดยุติการคั่ว (end time/temperature) ฯลฯ


.
การออกแบบ Roast Profile ถือเป็นส่วนที่สำคัญมากในการคั่ว เมล็ดต่างชนิดกันก็อาจต้องใช้โปรไฟล์ที่ต่างไปเพื่อให้กาแฟตัวนั้นสามารถเปล่งประกายได้มากที่สุดเท่าที่ศักยภาพจะไปถึง ดังนั้นความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในวิทยาศาสตร์ของการคั่วกาแฟจึงเป็นสิ่งที่ Roastmaster ควรจะรู้แจ้งแทงตลอดให้ได้ ซึ่งเมื่อผสานเข้ากับประสบการณ์เกี่ยวกับสารกาแฟที่หลากหลายเขาก็จะสามารถสร้าง Roast Profile ที่เหมาะกับกาแฟตัวนั้นๆต่อไป
ปัจจัยที่นำพิจารณาในการออกแบบ Roast Profile ได้แก่
.
ความหนาแน่นของสารกาแฟ (Density) :
เราแบ่งสารกาแฟเป็น 2 กลุ่มคือ Hard Bean และ Soft Bean
เมล็ดกาแฟจากแหล่งปลูกที่สูงกว่า 1,200-1370 เมตร เราจะนับเป็น Hard bean หรือ High grown แต่ถ้าสูงกว่า 1370 เมตรขึ้นไปก็เรียกเป็น Strictly Hard Bean ส่วนกาแฟที่ปลูกต่ำกว่า 1200 เมตรนับเป็น Soft bean
.
นักคั่วจะใช้ไฟหรือให้ความร้อนเริ่มต้นที่ค่อนข้างสูงสำหรับกาแฟ Hard Bean เพื่อให้ความร้อนสามารถทะลุเนื้อในเมล็ดได้ ในขณะที่เมื่อคั่ว Soft Bean จะใช้ไฟที่นุ่มนวลกว่า หากวัดความหนาแน่นของสารกาแฟ เราจะนับสารกาแฟที่มีความหนาแน่นน้อยกว่า 0.65 kg/litre เป็นกาแฟ Low Density ส่วนกาแฟที่ความหนาแน่นสูงกว่า 0.7 kg/litre ถือเป็นกาแฟ High density
กาแฟตามดอยต่างๆในบ้านเรามักจะอยู่ในข่าย Medium Density คือมีความหนาแน่นอยู่ระหว่าง 0.65-0.7 kg/litre
ความชื้นของสารกาแฟ (Moisture Content) :
กาแฟปกติที่ใช้คั่วมีค่าความชื้นอยู่ระหว่าง 9-11.5% นักคั่วจะใช้โปรไฟล์ปกติ แต่หากมีค่าความชื้นสูงหรือต่ำกว่าย่านนี้ก็จะต้องพิจารณาเลือกใช้โปรไฟล์ที่แตกต่างออกไปเพื่อให้ผลการไล่ความชื้นที่เหมาะสม


Process ของกาแฟ :
การแปรรูปด้วยเทคนิคที่ต่างกันจะให้ผลเป็นสมบัติทางเคมีที่แตกต่างกันด้วย ซึ่งส่วนองค์ประกอบทางเคมีที่ค่อนข้างเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาก็คือ ปริมาณน้ำตาลและกรดของสารกาแฟตัวนั้น กาแฟ Dry Process และ Honey Process มักจะมีน้ำตาลที่สูงกว่า Wash ซึ่งส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสีและการพัฒนาของความหวานและความขมที่เร็วกว่า ดังนั้นการปล่อยให้เวลา Development time หลัง first crack ที่มากเกินไปก็อาจทำให้กาแฟกลุ่มนี้ติดรสขมได้ หรือในกรณีการคั่วเอสเปรสโซ เราอาจไม่สามารถคั่วกาแฟ Dry Process ในระดับที่เข้มแบบ Dark Roast ได้เหมือนกับ Wash Process แต่อาจจะเลือกนำมาคั่วอ่อนแล้วเบลนด์ผสมลงไปกับ wash process เพื่อสร้างให้เกิด flavour ที่มีมิติน่าสนใจ


Batch Size :
ปริมาณการคั่วในแต่ละหม้อ (batch) ย่อมต้องการพลังงานหรือปริมาณความร้อนเพื่อให้กาแฟเปลี่ยนแปลงไม่เท่ากัน เมื่อคั่ว batch ใหญ่ขึ้น Roastmaster ก็จะวางแผนใช้ Charge temp และแรงไฟ (อัตราการให้ความร้อนจากแก๊สหรือไฟฟ้า) ที่สูงขึ้นตามไปด้วย


Roast Degree :
กาแฟคั่วอ่อน กลาง เข้ม มีเส้นทางการพัฒนาขององค์ประกอบทางเคมี
(ซึ่งให้ผลลัพธ์เป็นรสชาติ) ที่แตกต่างกัน ดังนั้นเทคนิคการให้ความร้อนจึงไม่จำเป็นต้องเหมือนกันไปหมด
.
หากมองด้วยสายตาของผู้มีประสบการณ์คั่วมาระดับหนึ่งจะรู้ว่าเพียงแค่ระดับสีของเมล็ดขณะคั่วไม่สามารถใช้บอก Roast degree ได้ทั้งหมด นอกจากสีแล้วนักคั่วยังจำเป็นต้องพิจารณาถึงลักษณะการขยายขนาดของเมล็ด, ความตึงตัว, ความสมดุลของทิศทางการขยายขนาด, ความสม่ำเสมอของสีน้ำตาลในเมล็ด และกลิ่นที่กำลังเกิดขึ้นตลอดช่วงเวลาวิกฤต (ก่อนการตัดสินใจยุติคั่ว) ซึ่งทั้งหมดนี้จะใช้เป็นข้อมูลประกอบในการตัดสินใจยุติการคั่วรวมถึงการปรับปรุงหาโปรไฟล์ที่เหมาะสมกว่าในภายหลังต่อไป
.
ลำพังแค่คำว่า Roast Profile ก็ต้องเขียนเล่าอธิบายเสียค่อนข้างยืดยาว แต่ด้วยความอยากที่จะอธิบายให้เคลียร์และเห็นภาพชัดเจนว่า “มันคืออะไร?” และ ”เขาเอาไปใช้งานยังไงบ้าง?” จึงคิดว่าจำเป็นต้องเขียนลึกลงไปบ้างสักระดับหนึ่ง เชื่อว่าถึงตอนนี้คงจะให้ความกระจ่างแก่เพื่อนๆหลายคนได้บ้างไม่มากก็น้อย : )

 

ช่องทางสั่งซื้อเมล็ดกาแฟคั่ว PREDA Premium และ PREDA Single Origin

Website : https://www.preda- roastinghouse.com/ predacoffeebeans
Facebook : https://m.me/ predaroastinghouse
Line : https://shop.line.me/@preda. coffee
shopee : https://shope.ee/7zXK5jKBxz
Lazada : ค้นหาร้าน กาแฟปรีดา https://s. lazada.co.th/s.S2X54


กาแฟพิเศษ PREDA LTLH

Line : https://shop.line.me/@preda. ltlh

หนังสือและโปสเตอร์

Line : https://shop.line.me/@preda. things


บทความที่เกี่ยวข้อง
คั่วกาแฟก็ต้องคำนึงถึง body ด้วย
ในคอร์สเรียนคั่วที่ปรีดา นักเรียนจะได้ชิมกาแฟฝีมือตัวเองและเพื่อนร่วมชั้น ซึ่งตัวคั่วอ่อน city roast นี่แหละที่เป็นบทเรียนได้ดีมากๆ
ไอเดียโปรไฟล์คั่วกาแฟ Dry Process แก้ปัญหากลิ่นจัดออกแอลกอฮอล์เกินไป
ปัญหาหนึ่งที่คนคั่วกาแฟพิเศษมักจะเจอตอนคั่วกาแฟ Dry process ก็คือได้กลิ่น ferment โทนผลไม้สุกมามากเกินไป
ขีดจำกัดของ Complexity กับ Maillard phase
พยายามยืด Maillard Phase ให้นานขึ้นเพื่อหวังเพิ่ม Complexity หรือกลิ่นรสซับซ้อน แต่ทำไมผลลัพธ์กลายเป็นทางตรงกันข้าม?
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy