แชร์

กาแฟดีแคฟช่วยลดความเครียดได้จริงไหม? งานวิจัยใหม่ 2026

อัพเดทล่าสุด: 4 ก.ย. 2026
203 ผู้เข้าชม
กาแฟกับสุขภาพจิต

กาแฟช่วยเรื่องอารมณ์และความเครียดได้จริงไหม แม้จะเป็นกาแฟดีแคฟ?


ใช่ครับ งานวิจัยใหม่ปี 2026 จาก University College Cork และ University of Parma ตีพิมพ์ใน Nature Communications พบว่าการดื่มกาแฟเป็นประจำ ทั้งกาแฟปกติและกาแฟดีแคฟ ช่วยปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ในทางที่เชื่อมโยงกับความเครียด ความซึมเศร้า และความหุนหันพลันแล่นที่ลดลง แสดงว่าประโยชน์ด้านอารมณ์ของกาแฟไม่ได้มาจากคาเฟอีนเพียงอย่างเดียว

งานวิจัยนี้ทำการทดลองอย่างไร?

ทีมวิจัยจาก APC Microbiome Ireland มหาวิทยาลัย University College Cork ร่วมกับ University of Parma คัดเลือกผู้ใหญ่สุขภาพดี 62 คน อายุ 30-50 ปี ในไอร์แลนด์ แบ่งเป็นคนที่ไม่ดื่มกาแฟเป็นประจำ 31 คน และคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำวันละ 3-5 แก้ว 31 คน

กลุ่มที่ดื่มกาแฟเป็นประจำถูกให้งดกาแฟ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนอื่นๆ และดาร์กช็อกโกแลตเป็นเวลา 2 สัปดาห์ จากนั้นจึงถูกสุ่มแบบ double-blind (ทั้งผู้เข้าร่วมและนักวิจัยไม่รู้ว่าใครได้แบบไหน) ให้ดื่มกาแฟปกติหรือกาแฟดีแคฟต่ออีก 3 สัปดาห์ พร้อมเก็บตัวอย่างเลือด อุจจาระ ปัสสาวะ และแบบประเมินทางจิตใจตลอดกระบวนการ

กาแฟที่มีคาเฟอีนกับกาแฟดีแคฟ ให้ผลต่างกันอย่างไร?

ก่อนอื่นต้องเข้าใจจุดตั้งต้นก่อน: เมื่อเทียบ ณ วันแรกของการศึกษา คนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ (CD) มีคะแนนความหุนหันพลันแล่น (impulsivity) และปฏิกิริยาทางอารมณ์ (emotional reactivity) สูงกว่าคนไม่ดื่มกาแฟ (NCD) อย่างมีนัยสำคัญ ส่วนความจำนั้นทั้งสองกลุ่มใกล้เคียงกัน

จากนั้นเมื่อกลุ่มคนดื่มกาแฟงดกาแฟ 2 สัปดาห์แล้วกลับมาดื่มอีกครั้ง (ไม่ว่าจะเป็นกาแฟปกติหรือดีแคฟ) คะแนนความเครียด อาการซึมเศร้าที่รายงานด้วยตนเอง และความหุนหันพลันแล่น ลดลงเมื่อเทียบกับตอนเริ่มทดลอง — นี่คือการเปรียบเทียบ 'ก่อน-หลัง' ภายในกลุ่มคนดื่มกาแฟเอง ไม่ใช่การเทียบว่าคนดื่มกาแฟมีอารมณ์ดีกว่าคนไม่ดื่มกาแฟ

เมื่อแยกดูตามชนิด กาแฟที่มีคาเฟอีน ช่วยลดความวิตกกังวลและความทุกข์ทางใจ เพิ่มสมาธิและความตื่นตัว และลดระดับคอร์ติซอล (ฮอร์โมนความเครียด) ในน้ำลายได้อย่างมีนัยสำคัญ ส่วนกาแฟดีแคฟ ช่วยเรื่องความจำแบบ episodic memory (ความจำเหตุการณ์) คุณภาพการนอนหลับ และกิจกรรมทางกายที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นผลที่ไม่พบในกลุ่มที่ดื่มกาแฟมีคาเฟอีน — นักวิจัยเองก็ตั้งข้อสังเกตว่าผลด้านความจำ/สมาธิบางส่วนอาจมาจาก 'practice effect' คือความคุ้นเคยกับแบบทดสอบที่ทำซ้ำ ไม่ใช่ผลของกาแฟล้วนๆ

ทำไมกาแฟถึงส่งผลต่ออารมณ์ได้ ทั้งที่ไม่มีคาเฟอีน?

นักวิจัยพบว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำมีแบคทีเรียบางชนิดในลำไส้เพิ่มขึ้น เช่น Eggerthella sp. และ Cryptobacterium curtum ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างกรดน้ำดีและอาจช่วยยับยั้งเชื้อก่อโรคบางชนิด

กลไกที่นักวิจัยเสนอคือ สารประกอบในกาแฟที่ไม่ใช่คาเฟอีน เช่น โพลีฟีนอล ถูกย่อยโดยจุลินทรีย์ในลำไส้ และส่งผลต่อสารสื่อประสาทที่เชื่อมโยงกับสมองผ่าน 'แกนลำไส้-สมอง' (gut-brain axis) — เส้นทางการสื่อสารสองทางระหว่างระบบย่อยอาหารกับสมอง จึงอธิบายได้ว่าทำไมกาแฟดีแคฟที่ไม่มีคาเฟอีนก็ยังส่งผลต่ออารมณ์ได้

ควรตีความผลวิจัยนี้อย่างไรให้ไม่เข้าใจผิด?

นี่เป็นงานวิจัยกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็ก (62 คน) ในผู้ใหญ่สุขภาพดีกลุ่มเฉพาะที่ไอร์แลนด์ ยังไม่ใช่ข้อสรุปที่ใช้ได้กับทุกคนหรือทุกสภาวะ และไม่ใช่การทดลองเพื่อรักษาโรควิตกกังวลหรือโรคซึมเศร้า

ที่สำคัญคือ งานวิจัยนี้ไม่ได้สรุปว่าคนดื่มกาแฟมีสุขภาพจิตดีกว่าคนไม่ดื่มกาแฟ ในบทอภิปรายของงานวิจัยเอง ผู้เขียนระบุตรงๆ ว่าคนที่ไม่ดื่มกาแฟเลย (NCD) ดูจะได้ประโยชน์จากความหุนหันพลันแล่น/ปฏิกิริยาทางอารมณ์ที่ต่ำกว่า ความเสถียรทางความคิดที่ดีกว่า ความเสี่ยงการอักเสบต่ำกว่า ความดันโลหิตเสถียรกว่า จุลินทรีย์ในลำไส้ที่แตกต่างและอาจ 'ดีต่อสุขภาพ' กว่า และไม่ต้องเจออาการขาดคาเฟอีนเลย ส่วนกาแฟที่มีคาเฟอีนก็มีข้อดีเฉพาะตัวเรื่องความวิตกกังวล ความดันโลหิต สมาธิ และการรับมือความเครียดที่ดีขึ้น — ภาพรวมจึงซับซ้อนกว่าการสรุปว่า 'กาแฟทำให้อารมณ์ดีขึ้นเสมอ'

หากมีอาการวิตกกังวลหรือซึมเศร้าที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญโดยตรง กาแฟไม่ใช่ทางเลือกทดแทนการรักษาทางการแพทย์

แล้วควรดื่มกาแฟแบบไหน ถึงจะได้ประโยชน์นี้?

จากงานวิจัยนี้ ทั้งกาแฟปกติและกาแฟดีแคฟต่างก็มีจุดเด่นของตัวเอง คนที่อยากได้สมาธิและลดวิตกกังวลตอนเช้าอาจเลือกกาแฟที่มีคาเฟอีน ส่วนคนที่อยากดื่มกาแฟตอนบ่ายๆ เย็นๆ โดยไม่กระทบการนอน ก็ลองสลับมาดื่มดีแคฟได้ ยังได้รสชาติและได้ประโยชน์ด้านอารมณ์เหมือนกัน

ที่ปรีดา (Preda Roasting House / โก๋กาแฟ) เราคั่วกาแฟอาราบิก้าพิเศษของไทยทั้งแบบมีคาเฟอีนและกำลังพัฒนากาแฟคาเฟอีนต่ำ Low Cap ให้เลือกดื่มได้ตามช่วงเวลาและไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน โดยไม่ต้องเลือกระหว่างรสชาติกับสุขภาพ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q1. ต้องดื่มกาแฟกี่แก้วต่อวันถึงจะได้ผลตามงานวิจัยนี้?

กลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยดื่มกาแฟเป็นประจำวันละ 3-5 แก้ว แต่งานวิจัยนี้ยังไม่ได้ระบุ 'ปริมาณขั้นต่ำ' ที่ชัดเจนสำหรับผลด้านอารมณ์โดยเฉพาะ

Q2. กาแฟดีแคฟมีประโยชน์จริงหรือแค่คาเฟอีนที่ช่วย?

มีประโยชน์จริงครับ งานวิจัยนี้พบว่ากาแฟดีแคฟก็ช่วยลดความเครียด ซึมเศร้า และความหุนหันพลันแล่นได้เหมือนกาแฟปกติ แถมยังช่วยเรื่องความจำและการนอนหลับได้ดีกว่าด้วย

Q3. กาแฟช่วยรักษาโรควิตกกังวลหรือซึมเศร้าได้ไหม?

ไม่ใช่ครับ งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาในคนสุขภาพดีจำนวนน้อย (62 คน) ไม่ใช่การทดลองเพื่อรักษาโรค หากมีอาการวิตกกังวลหรือซึมเศร้าควรปรึกษาแพทย์โดยตรง

Q4. ทำไมกาแฟที่มีคาเฟอีนถึงลดความวิตกกังวลได้ ทั้งที่คาเฟอีนกระตุ้นระบบประสาท?

นักวิจัยพบว่ากาแฟที่มีคาเฟอีนช่วยลดคอร์ติซอล (ฮอร์โมนความเครียด) ในน้ำลายหลังการทดลอง และเพิ่มสมาธิ/ความตื่นตัว ซึ่งอาจช่วยให้รู้สึกกังวลน้อยลงในสถานการณ์ที่ต้องใช้สมาธิ

Q5. ปรีดามีกาแฟดีแคฟให้เลือกไหม?

เรากำลังพัฒนากาแฟ Low Cap ครับ เป็นอีกขั้นของงานวิจัยจากห้องแลปปรีดาที่สร้างสรรค์วิธีลดคาเฟอีนในกาแฟเพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพการนอนของนักดื่ม (โดยเฉพาะผู้สูงวัย) แต่ยังคงรักษากลิ่น รส และคุณภาพด้านอื่นของกาแฟไว้ได้อย่างครบถ้วน คาดว่าจะเปิดตัวในปีหน้า ติดตามข่าวสารได้ทางช่องทางโซเชียลของปรีดา


Q6. งานวิจัยนี้แปลว่าคนดื่มกาแฟมีสุขภาพจิตดีกว่าคนไม่ดื่มกาแฟใช่ไหม?


ไม่ใช่ครับ ตรงกันข้าม ณ จุดเริ่มต้นของงานวิจัย คนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำกลับมีคะแนนความหุนหันพลันแล่นและปฏิกิริยาทางอารมณ์สูงกว่าคนไม่ดื่มกาแฟ และผู้เขียนงานวิจัยเองก็ระบุว่าคนไม่ดื่มกาแฟเลยมีข้อดีหลายด้าน เช่น อารมณ์มั่นคงกว่า การอักเสบต่ำกว่า และไม่มีอาการขาดคาเฟอีน ตัวเลขที่ 'ลดลง' ในงานวิจัยนี้คือการเทียบก่อน-หลังในกลุ่มคนดื่มกาแฟเอง ไม่ใช่การเทียบกับคนไม่ดื่มกาแฟ

ที่มา (แหล่งอ้างอิง):

สรุปจากงานวิจัย Boscaini, S. et al. (2026) "Habitual coffee intake shapes the gut microbiome and modifies host physiology and cognition", Nature Communications 17(1):3439 (DOI: 10.1038/s41467-026-71264-8), ผ่านการรายงานของ ScienceDaily/UCC (3 พ.ค. 2026) และ News-Medical (24 เม.ย. 2026)


บทความที่เกี่ยวข้อง
espresso shot กาแฟชอตเอสเพรสโซ่
งานวิจัยใหม่ปี 2026 จาก UK Biobank พบกาแฟดำไม่ใส่น้ำตาล 2-3 แก้ว/วัน ลดเสี่ยงโรคหัวใจ 19% ส่วนกาแฟใส่น้ำตาลไม่พบผลป้องกัน อ่านสรุปฉบับเข้าใจง่ายจากปรีดา
เมล็ดกาแฟคั่ว(อราบิก้าไทย)
AHA ยืนยันดื่มกาแฟแบบพอดี (3-5 แก้ว/วัน) ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ เบาหวาน และหลอดเลือดสมอง อ่านสรุปงานวิจัยฉบับเข้าใจง่ายจากปรีดา
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy