เทคนิคเลือกซื้อเมล็ดกาแฟกลับบ้าน  3 สิ่งที่คอกาแฟต้องใส่ใจ ✔️

Last updated: Jun 8, 2019  |  115 จำนวนผู้เข้าชม  |  Coffee to Know

เทคนิคเลือกซื้อเมล็ดกาแฟกลับบ้าน  3 สิ่งที่คอกาแฟต้องใส่ใจ ✔️

เทคนิคเลือกซื้อเมล็ดกาแฟกลับบ้าน 
3 สิ่งที่คอกาแฟต้องใส่ใจ ✔️

  1. ซื้อกาแฟคั่วใหม่ เลือกดูวันผลิต(วันที่คั่ว) หรือ วันหมดอายุ

    เมื่อต้องเลือกเมล็ดกาแฟเข้าบ้านเราควรเลือกกาแฟคั่วที่มีอายุไม่เกิน 2 เดือน โดยดูข้อมูลวันที่ผลิตที่หน้าซอง กาแฟคั่วสดใหม่นั้นมีเสน่ห์ที่กลิ่นหอมและรสชาติที่เข้มข้น โดยความดีงามเหล่านี้จะค่อยๆสลายหายไปตามกาลเวลา พูดได้ว่ากาแฟยิ่งคั่วมานานเท่าไหร่ กลิ่นหอมและรสชาติก็ค่อยๆจางหายไปเท่านั้น

    การระบุวันที่ผลิตนั้นเป็นข้อมูลสำคัญ ที่นอกจากจะช่วยเราให้ตัดสินใจเลือกซื้อได้อย่างเหมาะสมแล้ว ยังช่วยฝ่ายผลิตให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของระบบประกันคุณภาพของโรงคั่วกาแฟ

    ถ้าหากถุงกาแฟไม่ระบุวันที่ผลิต มีแต่วันหมดอายุ เราก็สามารถคาดเดาวันผลิตได้ โดยส่วนใหญ่กาแฟคั่ว-บดมักระบุอายุเก็บรักษาไว้ที่ 6 เดือน หรือ 1 ปี ฉะนั้นเมื่อหักลบวันหมดอายุด้วยระยะเวลาการเก็บรักษา ก็จะพอเดาวันที่ผลิตได้ค่ะ


    2. ดมกลิ่น


    เชื่อว่าคอกาแฟทั้งหลายชอบกดถุงกาแฟดมกลิ่นหอมก่อนเลือกซื้อกันทั้งนั้น และเราอยากบอกว่าการดมกลิ่นจากถุงกาแฟยังเป็นเทคนิคสำคัญที่ช่วยยืนยันได้ว่ากาแฟถุงนี้ยังสดใหม่ตามอายุการคั่วหรือไม่ เพราะกาแฟคั่วใหม่ก็อาจถูกเร่งให้เสื่อมคุณภาพได้ในระหว่างขนส่งหรือ on shelf

    กาแฟคั่วที่สดใหม่และมีคุณภาพดี จะมีกลิ่นที่หอมละมุนอบอวลเต็มในถุง ซึ่งเรากดดมจาก One way valve บนถุงได้

    แต่หากได้กลิ่นอับ เหม็นเปรี้ยว บูด กลิ่นรา ควรหลีกเลี่ยงเพราะอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ กลิ่นเหล่านี้มักเกิดจากการคั่วกาแฟดิบเสื่อมคุณภาพ โดยทั่วไปเรามักจะค้นหากลิ่นเหล่านี้ได้ยากเพราะอาจซ่อนตัวอยู่ภายใต้กลิ่นฉุนไหม้

    กาแฟคั่วที่อายุเกิน 2 เดือน หรือกาแฟที่เก็บรักษาไม่ดี จะหมดกลิ่นหอมของกาแฟคั่วใหม่ และเกิดกลิ่นหืนขึ้นแทนที่ (คล้ายน้ำมันพืชเก่าที่เปิดฝาวางทิ้งไว้) กาแฟเก่าหืน นอกจากจะสูญเสียความอร่อย รสชาติจืด บาง แล้วยังสร้างสารอนุมูลอิสระอีกด้วย

    3. อ่านฉลาก

    สิ่งที่จะทำให้เราตัดสินใจเลือกซื้อได้ง่ายขึ้น เมื่อเจอกาแฟที่ทั้งสดใหม่และหอมถูกใจ คือ การอ่านฉลาก โดยทั่วไปโรงคั่วกาแฟจะระบุรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับกาแฟตรงฉลาก เช่น ระดับคั่ว รสชาติ กลิ่น แหล่งปลูก เป็นต้น

    บางครั้งกลิ่นกาแฟที่เราชื่นชอบ อาจมีรสชาติที่เราไม่พึงพอใจ หรือ กลิ่นและรสชาติกาแฟอาจสวนทางกัน จึงจำเป็นที่ต้องดูคำพรรณนารสชาติตรงหน้าถุงด้วย เพื่อได้กาแฟที่มีทั้งกลิ่นหอม และรสชาติที่ถูกใจกลับบ้าน

    ☕️☕️☕️

    สำหรับผู้ที่เริ่มอยากชงกาแฟด้วยตัวเองที่บ้าน อาจมีคำถามในใจว่า

    “ แต่ละระดับคั่วต่างกันอย่างไร รสชาติเป็นแบบใด ”

    รสชาติของกาแฟ ขึ้นอยู่กับระดับการคั่ว ดังนี้ค่ะ

    • Light Roast กาแฟคั่วอ่อน รสชาติเบาๆ แต่หอมสดชื่นและรสเปรี้ยวเป็นจุดเด่น กาแฟคั่วอ่อน นั้นมักจะให้กลิ่นที่ความพิเศษและซับซ้อน เช่น กลิ่นหอมคล้ายดอกไม้ ผลไม้ตระกูล เบอรี่ ส้ม มะนาว แอปเปิ้ล เป็นต้น ตามคาแรคเตอร์ของสายพันธุ์ แหล่งที่ปลูก และกระบวนการ Process ซึ่ง Roast Master มักจะนำเมล็ดคุณภาพสูงที่ผ่านกระบวนการพิเศษ หรือ Process แบบต่างๆ มาคั่วระดับนี้ เพื่อที่จะดึงเอกลักษณ์ และรักษา กลิ่นรส ของเมล็ดให้ได้มากที่สุด เมล็ดกาแฟคั่วอ่อน จึงมักมาในรูปแบบของ กาแฟ Single Origin และ Specialty Coffee.

    • Medium กาแฟคั่วกลาง มีรสเข้มของกาแฟมากขึ้น เปรี้ยวและเป็นผลไม้ลดลง เพิ่มเติมด้วยรสหวาน และบอดี้ที่หนาแน่นขึ้น ขมเล็กน้อย เพิ่มมิติของกาแฟมากขึ้น กลิ่นออกโทนโกโก้หรือช็อคโกแลต ที่สมดุลกับรสเปรี้ยวแบบผลไม้

    • Medium - Dark Roast กาแฟคั่วกลางค่อนข้างเข้ม กาแฟคั่วระดับนี้ตอบโจทย์สำหรับคนที่ชอบดื่มกาแฟเข้ม แต่ไม่ถึงขั้นขมมาก เพราะคั่วกลางค่อนเข้ม อยู่กึ่งกลางระหว่าง คั่วกลาง และ คั่วเข้ม ผสมผสานรสชาติกลมกล่อม นุ่มแบบ Milk Chocolate และ เข้ม Dark chocolate เบาๆ

    • Dark Roast กาแฟคั่วเข้ม รสชาติเข้มขม หนักแน่น ชัดเจน Dark Chocolate หวานนุ่ม เหมาะกับทำกาแฟเย็น ใส่นม ใส่ความหวานเพิ่ม แต่มีข้อควรระวังสำหรับคนที่ชื่นชอบกาแฟเข้ม คือ เมล็ดกาแฟที่ใช้ ต้องไม่ขมไหม้ เพราะเมล็ดที่ขมไหม้ ถูกคั่วในอุณหภูมิมากกว่า 240 C ซึ่งก่อให้เกิด PAHs สารก่อมะเร็ง และจะเป็นอันตรายสุขภาพ (คู่มือการจัดการ การผลิตกาแฟอราบิกา สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร, หน้า.25-26)

Powered by MakeWebEasy.com