ปีที่สี่ โก๋รีแบรนด์และกำเนิดปรีดา (ตอน 1)

Last updated: Oct 7, 2018  |  183 จำนวนผู้เข้าชม  |  โก๋ครบโหล

ปีที่สี่ โก๋รีแบรนด์และกำเนิดปรีดา (ตอน 1)

โก๋ครบโหล (4.1) ปีที่สี่ โก๋รีแบรนด์ และกำเนิดปรีดา (ตอน 1)

จุดหักเลี้ยวที่สำคัญที่สุดของเราคือปีนี้ ..ปีที่เราเลี้ยวมาถูกทาง

บ้านสะท้อนคนอยู่ เสื้อผ้าสะท้อนคนใส่ ถ้อยวาจาสะท้อนจิตใจ รูปธรรมทั้งหลายใช่หรือไม่ก็เป็นไปตามจิตที่นึกคิดและสั่งการให้ปรุงแต่ง ...ธุรกิจก็เช่นกัน

ผมยังคงใจไม่นิ่งพอ.. กาแฟของเรายังขายไม่ค่อยได้ ลูกค้าเดินเข้ามาเพราะอยากนั่งในสวน คุยกัน แล้วก็ทานอะไรบางอย่างเท่านั้น มีช่วงเวลาขายได้ค่อนข้างดีเฉพาะกลางวัน และบ่ายสี่บ่ายห้า แต่ส่วนใหญ่ก็ยังเงียบๆเรื่อยๆ มีร้านอาหารร้านหนึ่งเปิดบาร์กาแฟที่ซอยตรงข้ามซึ่งเขาขายดีมาก ช่วงกลางวันจะมีลูกค้ามาซื้อกลับไปทานทีละเป็นสิบแก้ว หากยืนจากหน้าร้านโก๋แล้วมองข้ามแยกไฟแดงออกไปก็จะเห็นร้านนี้ในบรรยากาศคึกคัก ทุกครั้งที่เห็นภาพนั้นผมก็จะนึกอยากทำให้ได้อย่างเขาบ้าง เพราะเราตั้งใจเป็นร้านกาแฟแท้ๆ แต่กลับทำไม่ได้อย่างเขา

สถานะการเงินของร้านที่เคยเข้าขั้นวิกฤตดูผ่อนคลายลงบ้าง แต่การเงินในครอบครัวของเรายังอยู่ในภาวะตึงตัว เงินเดือนคนละ 7,000 พอใช้กินใช้จ่ายรายเดือน แต่จะไม่พอสำหรับค่าใช้จ่ายพิเศษอื่นๆ เช่นค่าซ่อมแซมเสาบ้านอายุ 30 ปีที่ชำรุดในลักษณะรุนแรงจนต้องซ่อมเร่งด่วน หรือแค่จะซ่อมรถเปลี่ยนอะไหล่ก็ยังต้องคิดบริหารเงินกันวุ่นวาย ไม่ต้องพูดถึงเสื้อผ้า หน้าผม ...เรายังไม่พร้อมจะใช้จ่ายมากไปกว่านี้

เราต้องกลับมารับงานพิเศษเพิ่มรายได้ให้กับตัวเองกันอีกครั้ง ปุ๊กรับสอนพิเศษเด็ก ม.ต้น แบบรายตัวบ้าง กลุ่มย่อยบ้าง ส่วนผมเปิดสอน ‘ศิลปะ’ ให้เด็กประถมทุกวันอาทิตย์ ถึงจะไม่เคยสอนแนวนี้มาก่่อน แต่เราก็ทำผลงานได้ไม่เลวนัก มีผู้ปกครองพาเด็กมาสมัครเรียนกันเรื่อยๆ ทำให้สภาพคล่องของครอบครัวเราดีขึ้น...เราจึงพอดำรงชีพต่อไปได้ในสถานการณ์ที่ร้านยัง ‘มีกำไรเพียงเล็กน้อย’ ซึ่งไม่พร้อมที่จะปันผลกำไรให้แก่ผู้ลงทุนได้

ภาวะทางจิตใจของเราค่อนข้างจะอ่อนไหว เพราะอนาคตข้างหน้าไม่สดใส ปุ๊กเองดูจะหนักกว่าผมเพราะจากบ้านที่กรุงเทพฯ มาอยู่ในสังคมใหม่ต้องปรับตัวหลายเรื่อง ทั้งเธอยังรู้สึกผิดที่ไม่สามารถดูแลตอบแทนพ่อ แม่ ได้ไม่ว่าจะเรื่องการเงินหรือการปฏิบัติดูแล แทบทุกเดือนเราต้องคุยกันเรื่องการงานและอนาคต มีโอกาสงานจากที่เอสโซเข้ามาให้ปุ๊กต้องตัดสินใจว่า จะเข้าไปสมัครทำงานในตำแหน่งผู้จัดการคลังน้ำมันเอสโซ ลำปางหรือไม่? หากทำงานนี้ สถานะการเงินของเราก็อาจจะคล่องตัวขึ้น ผมบอกว่าแล้วแต่ปุ๊ก

สุดท้ายปุ๊กก็เลือกจะอยู่กับโก๋กาแฟ เรายังจะลำบากด้วยกันต่อไป

สายวันหนึ่ง ผมเห็นพื้นปูนในร้านเป็นคราบตะไคร่น้ำเกาะหนาพอสมควรจึงคว้าแปรงขัดพื้นไปจัดการขัดกับน้ำยาล้างคราบสกปรก ยืนขัดอยู่สักพักคราบก็หาย พื้นก็ไม่ลื่นแล้ว...จู่ๆผมก็เกิดความเข้าใจพิเศษอะไรขึ้นมาบางอย่าง!

หากคราบนี้ยังอยู่ก็อาจมีใครสักคนเผลอลื่นล้มเพราะมัน >>>

หากเป็นคนสูงอายุหน่อย ก็อาจเจ็บหนักได้ >>> หรืออาจถึงกับชีวิต!? >>>

ดังนั้นงานขัดพื้นเล็กๆ ที่จริงก็คืองานปกป้องชีวิตได้เหมือนกัน >>>

งานเล็กๆ ก็มีความหมายที่ยิ่งใหญ่ได้ >>>

คุณค่ามันอยู่ที่นี่ต่างหาก...ที่เราให้ความหมายต่องานข้างหน้าอย่างไรนี่เอง!

เหมือนกับเราลืมไปแล้วว่าหายใจผ่านปลายจมูก และชีวิตก็อยู่ในลมที่ผ่านปลายจมูกนี่เอง! เรามัวแต่มองหาโอกาส หาลูกค้าที่อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ แต่ไม่มองงานที่กำลังทำอยู่ข้างหน้าว่าดีหรือยัง ประณีตพอหรือยัง? กระทั่งลืมให้เกียรติ ลืมให้คุณค่ากับอาชีพหรือสิ่งที่เป็น ‘หน้าที่’ จริงๆ พูดให้ถึงที่สุด...เรามองหาเงินมากเกินไป จนลืมใส่ใจ ‘งาน’ ทั้งที่กำลังทำงาน

และมันก็เป็นเหตุของผลที่ทำให้เรายังไม่คืบหน้าสักที

ผมกลับมาปรึกษากับปุ๊กว่าแทนที่จะวิ่งตะบึงไปข้างหน้า เราคงต้อง “หยุด” เพื่อเหลียวมองงานรอบตัวแล้วประณีตกับมัน แทนที่จะทำการตลาดโดยการโฆษณาแบบเดิมๆ เราควรจะยกเลิกการใช้จ่ายพวกนี้แล้วเอาเงินมาใช้ในการทำผลงานที่ดีขึ้นแทน ดังนั้นเราจึงตกลงยกเลิกการลงโฆษณาตามสื่อแล้วตั้งเป้าพัฒนาคุณภาพงานบริการ คน และผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้นจากงบก้อนนี้

เราทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่า ‘การตลาด’ กันใหม่ โดยนิยามให้ชัดเจนว่า คือ การเชื่อม Demand กับ Supply ให้ได้โดยกำหนดใช้เครื่องมือสำคัญที่เรียกว่า ‘การสื่อสาร’ ผ่านวิธีมองแบบองค์รวมซึ่งก็คือ “แบรนดิ้ง” (Branding) หมายความว่า เราจะสื่อให้ชัดเจนเกี่ยวกับตัวตนของเราผ่านสีสัน เสื้อผ้า วิธีการทำงานและให้บริการ วิธีพูดคุย สินค้า และบรรยากาศอื่นๆ ภายในร้าน เพื่อให้ผู้คนเข้าใจสิ่งที่เราเป็นและนำเสนอ จนนำไปสู่การตัดสินใจจะ “ใช้” หรือ “ไม่ใช้” เรา

การรื้อวิธีการสื่อสารการตลาดครั้งนี้ก็คือ การรีแบรนด์ (Rebranding) ของโก๋กาแฟนั่นเอง!

ผมเขียนโลโก้ขึ้นใหม่ โดยเปลี่ยนจากภาพถ้วยกาแฟลอยเหนือเข็มทิศของโลโก้เดิม ไปเป็นภาพใบกาแฟสีเขียวและผลกาแฟสีแดง โทนสีของโลโก้ทั้งหมดเป็นสีเขียวและขาว เพื่อบอกว่าเราไม่เดินทางไปไหนแล้วแต่จะอยู่กันแบบเขียวๆ ที่นี่แหละ ส่วนสำคัญของแบรนด์ใหม่คือ “วิธีคิด” และวิธีทำงานที่ต่อไปจะให้น้ำหนักกับการอยู่ร่วมโดยเป็นเพื่อนกับสิ่งแวดล้อม แนวทางการทำงานไหนที่จะทำให้เกิดมลพิษหรือขยะโดยไม่เหมาะสมก็จะต้องตกไป

เคยมีลูกค้าพยายามเรียกร้องอยากให้โก๋ “ติดแอร์” หลายครั้ง เราก็ยังไม่ยอมตามใจทำให้จนถึงวันนี้

เราสร้างทัศนคติให้กันและกันใหม่ โดยเริ่มจากมองว่า “ธุรกิจ” นั้น คือการแก้ปัญหาสังคมอย่างหนึ่งที่มีกำไรเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงานเท่านั้น แต่ไม่ใช่ ‘เป้าหมาย’ ดังนั้น การมองลูกค้าที่เดินเข้ามาว่าเป็นผู้ที่เราต้องดูแลช่วยเหลือ จึงเป็นหลักการมองที่สำคัญของเรา...เราเลิกกังวลถึงกำไร โดยปล่อยให้มันเป็นไปเอง เมื่อไม่มองลูกค้าว่าเป็นเงินเคลื่อนที่ได้ ลูกค้าก็จะไม่รู้สึกว่าเขาเป็นวัตถุ มิตรภาพจึงสามารถเกิดได้ง่ายขึ้น

ธุรกิจคือการแก้ปัญหา โดยยังรักษากำไรเอาไว้...แต่ไม่ใช่การคาดหวังกำไรสูงสุดเหมือนแต่ก่อนๆ

กระบวนการปรับทัศนคติของเราดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผมพบว่านี่คืองานที่จำเป็นที่สุด และเชื่อว่าจะต้องเป็นงานที่คงไม่มีวันสิ้นสุด คือคงต้องทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆตราบชั่วอายุขัยของร้าน ประกอบกับสต๊าฟหน้าใหม่เข้ามาทดแทนคนเดิมๆ ก็เป็นเด็กที่มีทัศนคติดีเป็นทุนเดิม จึงไม่ยากที่จะเข้าใจสิ่งเหล่านี้

ผลที่ได้รับก็คือ ทั้งผม ปุ๊ก และสต๊าฟร้านต่างก็เริ่มมีความสุขในการทำงานมากขึ้น ประสิทธิภาพในการทำงานและการมีส่วนร่วมก็มากขึ้น ผมเลิกกระวนกระวายเหม่อมองหาลูกค้า เลิกอยากทำได้เหมือนร้านที่เคยแอบมอง พระอาจารย์พุทธทาสสอนว่าความสันโดษ หรือความยินดีในสิ่งที่มีหรือสิ่งที่ได้รับมานั้นเป็นเคล็ดลับสำคัญของความสุขนั้นจึงเป็นความจริงที่ผมได้เห็นแล้ว เมื่อเรามีความสุขคนรอบข้างก็มีความสุขตามไปด้วย...ลูกค้าก็มีความสุขมากขึ้น

การตลาดแบบใหม่ของเราทั้งไม่เครียด ทั้งไม่สิ้นเปลืองเงินทุน แต่ได้ผลมากกว่าที่คิด!

ยังมีเรื่องกาแฟอีกเรื่องที่ถือเป็นเรื่องใหญ่ของปี และเป็นกำเนิดของโรงคั่วกาแฟในฝันที่ผมใช้เป็นจุดขายชวนสาวมาร่วมชีวิตจนสำเร็จมาแล้ว

...ไว้ว่ากันตอนหน้าครับ..

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com