BLOG



                                                                                                                                                                                                                             
   

ธุรกิจคืออะไร?  ผมตั้งคำถามนี้กับพี่น้องเก ษตรกรแม่ฮ่องสอนกลางวงสัมมน ากาแฟเมื่อกลางเดือนก่อน ถึงแม้ว่าอย่างตัวผมจะไม่สา มารถเรียกตัวเองได้ว่า ‘นักธุรกิจ’ เพราะไม่ได้ทั้งมาด ไม่ได้ทั้งความสามารถ แต่ยังไงก็ต้องยอมรับว่าการ ทำมาหากินที่ดำเนินอยู่ทุกว ันนี้ ผู้คนเรียกมันว่า ‘ธุรกิจ’ ดังนั้นในเมื่อต้องทำธุรกิจ ทั้งๆที่ไม่ได้เป็นนักธุรกิ จ ก็เป็นเรื่องควรอยู่ที่เราจ ะลองนั่งลง ทำใจนิ่งๆ แล้วตอบคำถามถึงสิ่งที่กำลั งทำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่า ที่จริงแล้วเรากำลังทำอะไรก ันอยู่?

“น้องคิดว่าต้นไม้มีชีวิตหร ือเปล่า?” ผมถาม “มีสิคะ ต้นไม้เป็นสิ่งมีชีวิต” หญิงสาวตอบ “แล้วต้นไม้มีความคิดหรือเป ล่า? มีความรู้สึกหรือเปล่า?”  “อืมม์…….ไม่แน่ใจค่ะ” 

ผมรู้สึกตัวตื่นเมื่อแสงเช้ าของวันเริ่มลอดผ่านหน้าต่า งเข้ามา เสียงนกจิ๊บจั๊บทักทายกันแล ะกันระหว่างออกจากรังไปทำหน ้าที่ช่วยบอกให้รู้ว่าวันให ม่เริ่มต้นขึ้นแล้ว ผมคงต้องลุกออกจากเตียงนอนเ สียที ยังมีภารกิจประจำวันรออยู่อ ีกมาก 

ทำไมกาแฟกลิ่นไม่หอม ??? ถ้ารู้และเข้าใจก็จะไม่ผิดหวังหรืออกหักกับการดื่มกาแฟอีก

ทีมปรีดาได้เริ่มวิจัยค้นคว้าด้านเทคนิคการแปรรูปกาแฟตั้งแต่ปี 2017 เพื่อค้นหาแนวทางพัฒนาคุณภาพและเพิ่มความหลากหลายของรสชาติให้กาแฟไทย โดยเริ่มจากเทคนิคการหมักไปจนถึงเทคนิคการตากจนได้เป็นกาแฟพิเศษที่แปรรูปโดย Preda Processor ซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าอย่างอบอุ่น

ตอนนี้เราเชื่อมั่นว่าพบทางออกที่น่าจะลงตัวแล้วครับ ซึ่งก็น่าแปลกเพราะมันเป็นทางเลือกที่แทบไม่เคยมีใครนึกถึง เพราะจะว่าไป...ใครๆก็ต้องคิดว่าทางเลือกนี้มันช่าง "บ้าสิ้นดี" และไม่น่าจะเป็นไปได้ หรือ ไม่เวิร์คเพราะทำไปก็ไม่คุ้มค่าไฟหรอก ครับ...จะเป็นยังไงถ้าหากเราจะชวนเพื่อนๆให้มา "ตากกาแฟในห้องแอร์กัน!?" เรามาสร้างห้องความชื้นต่ำเพื่อให้สามารถตากกาแฟเปียกๆได้กัน...ถึงแม้ว่าข้างนอกเขาจะชื้นฝนยังไงก็ตากได้หากเรามีห้องนี้

ปกติแล้วหากผิวของเมล็ดที่กำลังตากอยู่นั้นร้อนเกินไป (มากกว่า 40 C) ก็จะเริ่มเกิดปัญหาหลายอย่างตามมา ทั้งโครงสร้างเซลล์ที่เสียสภาพ และสารอาหารส่วนหนึ่ง (เข้าใจว่าเป็นโปรตีนหรือไม่ก็น้ำตาล / เดี๋ยวขอเช็คให้ชัวร์อีกนิดนึงนะครับ) เกิดการละลายจนทำให้ผิวกาแฟถูกปิดช่องทางการหายใจ ซึ่งหมายถึงช่องทางระบายน้ำออกสู่โลกภายนอกของกาแฟก็จะลดลงจนทำให้น้ำที่อยู่ชั้นในของเมล็ดอาจจะยังออกไม่ทัน ทำให้กาแฟของเรายังมีความชื้นสะสมตรงจุดนั้นมากในขณะที่บริเวณผิวเมล็ดแห้งดีแล้ว ... ทั้งนี้ระดับของปัญหาก็ขึ้นอยู่กับสภาพความรุนแรงของความร้อนที่กาแฟต้องเผชิญในระหว่างการตากนั้น

เราสร้างห้องที่สามารถควบคุมอุณหภูมิ/ความชื้นโดยการดัดแปลงเครื่องปรับอากาศติดตั้งอยู่แล้วในห้องนอนชั้นล่างของบ้านให้ทำงานร่วมกับ Heater ที่ใช้ทำห้องให้อุ่นในหน้าหนาว และหัวเติมความชื้น Ultra sonic แบบที่มักจะเห็นบ่อยๆในสปาห้องนวด ทั้ง 3 อุปกรณ์นี้จะถูกสั่งการโดยกล่องชุด Controller ที่ทำขึ้นมาโดยเฉพาะ โชคดีที่ 'น้องใหม่' Staff ทีมงานของปรีดาจบวิศวะอิเลคทรอนิคส์ เราก็เลยสามารถทำกล่องคอนโทรลนี้ขึ้นมาใช้งานได้เองภายในเวลา 2 อาทิตย์

เราจัดกาแฟทั้งแบบ กะลาเปียก เชอร์รี่ และแบบฮันนี่ ลงในตะกร้าพลาสติกตาห่างเพื่อให้ลมสามารถพัดผ่านได้สะดวกทั้งด้านบนและล่าง ตะกร้านี้จะวางซ้อนกันอยู่บนชั้นวางสินค้าที่มีพื้นเป็นตะแกรงเพื่อให้สะดวกแก่การไหลของลมมากที่สุด เปิดพัดลม 2 ตัวเพื่อให้มีลมไหลเวียนในห้องตลอดเวลา โดยทำใช้เครื่องวัดความเร็วลม (Anemometer) ช่วยทำแผนที่ความเร็วลมที่พัดผ่านตะกร้าแต่ละจุดว่าเหมาะสมหรือไม่อย่างไร? โดยมีเกณฑ์ความเร็วลมเบื้องต้นว่าควรอยู่ที่ระหว่าง 1-2 m/s

กราฟที่ผมนำมาแชร์ให้เพื่อนๆคือกราฟที่ได้จากการทดลองจริงของเรา โดยค่าความชื้นช่วงท้ายตั้งแต่ 20%เป็นต้นไปเป็นค่าที่วัดจากเครื่องวัดความชื้นกาแฟมาตรฐาน (Kett ,PM450) ซึ่งผมใช้เป็นฐานข้อมูลในการคำนวณย้อนกลับขึ้นไปหาช่วงเวลาชั่วโมงต้นๆ (ที่เราบันทึกการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักมาโดยตลอด)กลายเป็นค่าความชื้นของเมล็ดในช่วงแรกที่ค่อนข้างแม่นยำ เชื่อถือได้

การวางแผนตากกาแฟในห้องควบคุมความชื้น LTLH นั้นเริ่มต้นจากต้องรู้ว่าเครื่องลดความชื้นของเราสามารถดึงน้ำออกจากห้องได้ในอัตรากี่ลิตร / ชม. ซึ่งมักจะสัมพันธ์กับกำลังวัตต์ของเครื่องแอร์หรือเครื่องลดความชื้นที่เรามี วันแรกของการตากจะเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ต้องเร่งทำให้ความชื้นแฉะโดยรอบเมล็ดหมดไปโดยเร็วที่สุด หากเราสามารถลดความชื้นได้ถึง 12-15% ใน 24 ชั่วโมงแรกก็จะดีมาก เพราะความเสี่ยงที่แบคทีเรียจะเจริญจนสร้างความเสียหายโดยรอบเมล็ดก็จะลดลงตามไปด้วย

LTLH ทางออกของกาแฟไทย (10) : มองให้ลึกจะมองได้ไกล เมื่อเราได้เห็นภาพเซลล์ของ LTLH ชัดๆ ผมก็เห็นประกายตาวาววับของปุ๊กทันใด! “สวยงาม” ปุ๊กรำพึง ☕☕☕ ด้วยความอนุเคราะห์จากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย โดยคุณกฤษณ์ เหลืองโสภาพันธ์ เราจึงได้เห็นภาพขยายของ Green bean เปรียบเทียบในระดับโครงสร้างเซลล์ระหว่างเมล็ดที่ Drying ในสภาวะต่างๆเทียบกับ LTLH โดยกล้อง Scanning Electron Microscope ตัวใหม่ล่าสุดของสถาบันฯ

จากตอนที่ 5 เราทำการตากแห้งกาแฟที่ทำใน process ต่างๆไปพร้อมๆกัน จนได้เชอรี่และกะลาที่แห้งในระดับ 10-11% (ไม่เกิน11.0%) โดยผมลงภาพกราฟความชื้นในเมล็ดกาแฟ (wet basis) ให้ดูเป็นตัวอย่างไป 4 กราฟเพื่อให้เห็นธรรมชาติการเปลี่ยนแปลงของความชื้นอันเกิดจากการตากในห้อง LTLH ไปแล้ว เชื่อว่าคงจะตอบข้อสงสัยที่อยู่ในใจของผู้รู้ในวงการหลายๆท่านได้พอสมควรว่า ...ห้องนี้มันตากกาแฟได้จริงมั้ย!

เมื่อทำการทดลอง LTLH มาสองเดือนจนได้ข้อสรุปบางอย่างแก่ตนเองแล้ว เราก็มั่นใจมากขึ้นที่จะนำเสนอข้อมูลเหล่านี้ให้แก่สังคม แต่เหนือกว่าข้อมูลทางวิชาการก็คือแนวทางการนำไปใช้และ 'โอกาส' ที่จะเกิดผลดีอื่นๆแก่วงการกาแฟไทยต่อไป

LTLH ทางออกของกาแฟไทย (11) : เมื่อเรามาถึงเส้นชัย การเดินทางหนึ่งย่อมประกอบไปด้วย 3 สิ่ง หนึ่งคือจุดเริ่มต้น สองคือหนทาง สามคือจุดหมายปลายทาง นับตั้งแต่จุดเริ่มเมื่อเดือน พ.ย. ปีที่แล้ว ผมเพิ่งรู้สึกว่าเราเดินมาถึงเส้นชัยก็ตอนได้เห็นภาพที่กฤษณ์ส่งมาทางอีเมล์ แต่หลังจากนั้นอีกแค่ไม่กี่นาที ผมก็เห็นภาพการเดินทางครั้งใหม่รออยู่ข้างหน้าเสียแล้ว!

หลังจากเก็บข้อมูลมาได้จำนวนหนึ่ง...(ผมว่าปริมาณน่าจะมากพอให้เอาไปทำ thesis จบ ป.โท ได้อีกใบ) เราก็เริ่มหาเวลาเรียบเรียงข้อมูลเหล่านั้นออกมาเป็นเครื่องมือสำหรับใช้ในการทำงานภาคสนาม ผมลองให้น้องใหม่ช่วยทำกราฟเปรียบเทียบบนแกนเวลาเดียวกันระหว่าง เปอร์เซ็นต์ความชื้นในเมล็ด (Moisture Content , wet basis) ที่ลดลง และ ค่าเปอร์เซ็นต์น้ำหนักของกาแฟในตะกร้าที่ลดลง ( Weight loss , wet basis) ได้ดังภาพที่แสดง จะเห็นได้ว่าหากเรารู้ค่าน้ำหนักที่หายไปก็จะสามารถทราบค่าความชื้นในกาแฟได้ในเวลาเดียวกัน

โก๋ครบโหล (2) ปีที่สอง รักระหว่างรบ การตัดสินใจที่ดีที่สุดในชีวิตของผม...ก็คือการขอแต่งงานกับผู้หญิงคนนี้! เมื่อผ่านปีที่หนึ่ง ยอดขายของเรามีพัฒนาการดีขึ้นเล็กน้อยโดยปรับขึ้นเป็นประมาณพันกว่าบาท วันไหนขายดีก็ทำยอดได้ถึง 2,000 พอจ่ายเงินเดือนพนักงานทั้ง 3 คน แต่ก็ยังไม่พอสำหรับการจ่ายค่าแรงให้ผู้จัดการอย่างผม หากเราจ่ายเงินเดือนผู้จัดการ กระแสการเงินจะต้องติดลบทันที ที่จริงยอดขายระดับนี้จ้างพนักงานเพียงแค่ 2 คนก็น่าจะพอ แต่เหตุที่เราต้องจ้างพนักงานถึง 3 คนก็เพราะความคาดหวังในการทำตลาดจากงาน Delivery และการหาโอกาสเปิดตัวตามงานแฟร์ในจังหวัด ซึ่งก็ไม่ค่อยจะได้ผลเท่าไหร่

โก๋ครบโหล (3) ปีที่สาม ตะลุยเขาวงกต เรารู้ว่ามีปัญหา แต่มักจะไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหน? เมื่อไม่รู้จุดที่ต้องแก้ แล้วจะแก้กันยังไง? ถึงแม้สถานการณ์จะดีขึ้น เราพอประคองตัวให้มีสมดุลกระแสเงินสดได้โดยที่ทุกคนได้รับค่าแรง (รวมทั้งตัวผม) แต่ยังไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ‘กำไร’ เรายังอยู่รอดไม่ได้หากไม่มีกำไร

LTLH ทางออกของกาแฟไทย (12) : สิ่งที่ขอฝากไว้ ข้อมูล กับข้อสรุป...อะไรสำคัญยิ่งกว่ากัน? สำคัญพอกันทั้งคู่ เหมือนเหตุและผลที่ขาดกันไม่ได้

โก๋ครบโหล (4.1) ปีที่สี่ โก๋รีแบรนด์ และกำเนิดปรีดา (ตอน 1) จุดหักเลี้ยวที่สำคัญที่สุดของเราคือปีนี้ ..ปีที่เราเลี้ยวมาถูกทาง บ้านสะท้อนคนอยู่ เสื้อผ้าสะท้อนคนใส่ ถ้อยวาจาสะท้อนจิตใจ รูปธรรมทั้งหลายใช่หรือไม่ก็เป็นไปตามจิตที่นึกคิดและสั่งการให้ปรุงแต่ง ...ธุรกิจก็เช่นกัน

โก๋ครบโหล (1) ปีที่หนึ่ง..หัดชง ตอนเริ่มตั้งร้านกาแฟไม่คิดว่าจะยากขนาดนี้!

โก๋ครบโหล (4.2) โก๋รีแบรนด์และกำเนิดปรีดา (ตอน 2) แม้เครื่องคั่วตัวนี้จะทำกันขึ้นมาเอง แต่ผลงานที่ออกมาก็สร้างความสุขให้เรามากทีเดียว...สารกาแฟจากดอยช้างที่ได้มาทดลองให้กลิ่นที่หอม สด ใหม่ ในขณะที่รสชาติก็อยู่ในระดับที่ไม่ด้อยไปกว่าของเดิม พูดกันในแง่ของรสชาติ ผมรู้สึกว่าของเรามีภาษีดีกว่านิดหน่อยซึ่งหากค่อยๆปรับปรุงไปก็ยังจะสามารถทำให้ดีกว่านี้ได้อีก แต่ในด้านของความรู้สึกสดใหม่...เรามั่นใจได้เลยว่าของเราเหนือกว่า เพราะเมื่อคั่วเอง ก็ควบคุมความสดได้เอง...หากคั่วให้ใช้ได้พอดีอาทิตย์ต่ออาทิตย์ เราก็ย่อมได้กาแฟที่ใหม่เสมอ ในที่สุด..พฤศจิกายน 2549 เราก็สามารถส่งกาแฟหม้อแรกออกเป็นสินค้าจากโรงคั่วในห้องครัวออกมาขายให้แก่ร้านโก๋กาแฟได้ หลังจากทดลองคั่วเปรียบเทียบอยู่เกือบสองเดือน เราตั้งชื่อกิจการใหม่ว่า “ปรีดา” ด้วยต้องการให้สื่อถึง “ความสุข” ที่เกิดจากการได้ทานกาแฟดีๆ

โก๋ครบโหล (5) ปีที่ห้า สร้างรหัสพันธุกรรม เมื่อมีคนทำงานมากขึ้น เราก็จำเป็นต้องมีระบบงานเพื่อเป็นตัวช่วยกำกับให้งานเดินหน้าได้ราบรื่น ปัญหาใหญ่ของร้านกาแฟเล็กๆ ก็คือการลาออกที่มีอยู่เป็นประจำ เด็กใหม่เข้ามาก็ต้องสอนงานกันใหม่ กว่าจะเป็นงานก็หลายเดือน พอเริ่มเข้าที่ก็ลาออกไปหางานใหม่ซะแล้ว หลังจากนั้นก็หาคนเข้ามาทดแทน บางทีได้คนที่ไม่เหมาะกับงานบริการก็จะมีปัญหากับงานกับลูกค้า คนใหม่บางคนอยู่ร่วมกับคนอื่นๆได้ยาก นิสัยใจคอก็เป็นเรื่องสำคัญ ...ซึ่งนิสัยจริงๆจะเป็นอย่างไรก็มักจะเห็นกันหลังผ่านทดลองงานไปแล้วนั่นแหละ ระบบงาน..ที่จริงยังไม่สำคัญเท่ากับ ‘ระบบคน’

โก๋ครบโหล (6) ปีที่หก Red Ocean เราผ่านสถานการณ์ที่มีการแข่งขันในตลาดสูงมาก ที่ศัพท์การตลาดเรียกกันว่า ‘น่านน้ำสีแดง’ หรือ Red Oceanในปีนั้นมาได้ด้วยการปรับตัวด้านมาตรฐานของงานผลิตให้ดีขึ้น แต่ส่วนมิติอื่นๆเช่น งานบริการ หรือบรรยากาศของสถานที่ก็ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก โก๋ยังเป็นร้านไม่ติดแอร์ มีสปริงเกอร์ฉีดฝอยน้ำให้ความชุ่มฉ่ำยามบ่ายทุกวัน เสียงเด็กๆทำงานประสานกับเสียงดนตรีป๊อบบ้าง แจ๊สบ้าง ช่วยทำให้วันเวลาไม่ร้อนแล้งจนเกินไป กลับมาทบทวนอีกครั้ง...ผมว่าที่จริงเราไม่ได้แข่งขันกับใครเลย...นอกจากตัวเราเอง

โก๋ครบโหล (7) ปีที่เจ็ด อำลาสวนดอก งานเลี้ยงยังมีวันเลิกรา ...มันเป็นธรรมดาของการร่วมทาง ชีวิตการทำร้านกาแฟ ไม่ได้เหมือนอย่างในหนังสือพ็อคเก็ตบุคที่วางขายกันตามร้าน ทำนองว่ามีไร่กาแฟ รอยยิ้ม กลิ่นหอมๆ ขนมหวาน เพลงแจ๊ซ ฯลฯ แต่มันยังอาจจะมีเสียงบ่น คนนินทา หรือกระทั่ง คราบน้ำตา เป็นฉากหลังร้านอยู่ก็ได้

โก๋ครบโหล (8) ปีที่แปด ห้องรับแขก ร้านใหม่ของเราหน้าตาเหมือนบ้านไทยเก่าๆ มีเสาไม้ ผนังไม้พร้อมฝาไหล หรือผนังไม้กลที่เลื่อนปิดเปิดได้อันเป็นสไตล์ดั้งเดิมของบ้านล้านนา กำแพงประกอบด้วยหน้าต่างเกล็ดไม้บานเล็กๆวางอยู่เป็นระยะทำให้ไม่รู้สึกทึบตัน เราเพิ่มต้นไม้ใหญ่เข้าไปหลายต้น ทั้งอินทนิลน้ำ แก้วพิกุล หมากเขียว ช่วยให้ร่มเงาครอบคลุมพื้นที่ด้านนอกอาคาร แต่ด้วยความที่เพิ่งปลูกเราคงต้องรออีกสักพักใหญ่ๆกว่าต้นไม้จะให้ร่มอย่างที่หวัง บ่อปลาตื้นๆทรงแคบทอดตัวเลียบแนวชายคาทำให้บริเวณด้านในมีสภาพคล้ายเกาะที่ได้รับความชุ่มชื่นจากละอองน้ำอยู่ตลอดเวลา คนกับปลาได้อยู่ใกล้ชิดกันเป็นพิเศษ พื้นในอาคารเป็นพื้นปูนขัดมันง่ายๆ ส่วนพื้นด้านนอกปูด้วยอิฐมอญก้อนใหญ่ที่สามารถเก็บความชุ่มชื้นไว้ได้ดีกว่าพื้นปูน ทิศการวางตัวของร้านเป็นไปในแนว เหนือ-ใต้ ลมจึงสามารถเคลื่อนผ่านเข้าออกได้สะดวก โก๋ใหม่มี่พื้นที่ใช้สอยใกล้เคียงกับร้านเดิม แต่ทำงานสะดวกกว่า การวางตำแหน่งโซนผลิตให้อยู่เป็นจุดศูนย์กลางร้าน ทำให้ทั้งคนขายและลูกค้าได้อยู่ใกล้กัน ช่วยให้ได้ทั้งความรู้สึกอบอุ่นและประหยัดแรงในการเดินไปบริการตามโต๊ะ การดูแลก็ทำได้ทั่วถึงมากกว่า

โก๋ครบโหล (9) ปีที่เก้า กระบวนท่าเดียวหนึ่งหมื่นครั้ง คือผมค้นพบว่าชีวิตผมดีขึ้นเพราะเป้าหมายของผมเล็กลง จากความคาดหวังที่จะเป็นร้านกาแฟที่ยิ่งใหญ่มีสาขาเป็นสิบเป็นร้อยเปลี่ยนมาเป็นสนใจเพียงแค่ทำหน้าที่ของการเป็นร้านกาแฟที่ให้ความสุขสบายใจแก่ทุกคน ทั้งลูกค้าและคนร่วมงาน เราเลิกวางเป้าหมายเป็นยอดขาย แต่สนใจแค่ว่าเราจะทำกาแฟออกมาได้ดีหรือไม่? เราจะดูแลคนที่เข้ามาหาเราอย่างดีที่สุดในแบบของเราได้อย่างไร? เราเลิกพยายามที่จะแตกต่าง แต่พยายามเป็นตัวของตัวเองให้ได้จริงๆ

โก๋ครบโหล (10) ปีที่สิบ ธรรมดาเป็นพิเศษ สิบปี ..เป็นวาระอันควรเฉลิมฉลองอย่างยิ่ง กว่าธุรกิจหนึ่งจะผ่าน 2 ปี ...5 ปี ...8 ปี มาจนถึงปีที่ 10 ได้นั้น เป็นเรื่องไม่ง่ายจริงๆ เพราะทุกหลักไมล์เหล่านั้นต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อและน้ำตามิใช่น้อย ผมนั่งทบทวนเรื่องราวกว่าทศวรรษอยู่เงียบๆเป็นอาทิตย์ สิบปี ..เราจะคุยกับผู้คนว่าอะไร? “ธรรมดาเป็นพิเศษ” คือคำที่วาบขึ้นมาในสมอง! นี่คือประโยคที่เราจะบอกกับลูกค้า ญาติ และสหายทั้งหลายว่า “เราเป็นร้านที่สนใจในความ ‘ธรรมดา’ เป็นพิเศษ” เราถนัดที่จะเป็นคนธรรมดา และมีความสุขที่เป็นแบบนี้ ปีนี้จึงเป็นปีที่โก๋กาแฟประกาศคำว่า “ธรรมดาเป็นพิเศษ” ออกมา ซึ่งสำหรับผมแล้ว มันคือจุดเคลื่อนที่สำคัญที่สุดของแบรนด์ท้องถิ่นแบรนด์นี้ ...มันคือการค้นพบตัวตนพร้อมๆกับค้นพบเป้าหมายในชีวิตของ “โก๋กาแฟ” เรามีความสุขกับการเป็นร้านธรรมดาในชีวิตประจำวันของผู้คน ใครก็มากินเรามาใช้เราได้อย่างสบายใจโดยไม่ต้องเขย่งเท้าดื่ม เราคือ “คนธรรมดา” ที่ชอบอะไรเรียบง่าย ซึ่งความเรียบง่ายนั้นมักจะสอดคล้องกับการลดทอนความประดิดประดอยทั้งหลายทั้งปวง หรือการ “ไม่ปรุงแต่ง” เมื่อไม่ปรุงก็ไม่วุ่นวาย เมื่อไม่วุ่นวายก็ไม่เดือดร้อน...จนเกิดเป็นความสุขขึ้นมา ความธรรมดานั่นแหละความสุข ความธรรมดานั่นเองที่เป็นหนทางไปสู่ความสุข ความธรรมดาจึงเป็นเป้าหมายที่เข้าถึงอย่างสมบูรณ์ได้ด้วยความธรรมดา

โก๋ครบโหล (11) ปีที่สิบเอ็ด ปลูกต้นไม้ให้หนองน้ำ

Powered by MakeWebEasy.com