ReadyPlanet.com
bulletเราอยู่ที่นี่ .. เรามีกาแฟดีอยู่ที่บ้าน
dot
Member Login
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
bulletวิธีการสั่งซื้อและเงื่อนไข
bulletยืนยันการชำระเงิน
dot
Shopping cart
dot
จำนวน : 0 ชิ้น
ราคา : 0.00บาท
bullet ดูสินค้า
bullet ชำระเงิน
bulletผลตรวจวิเคราะห์คุณภาพทางห้องปฏิบัติการ
bulletชงกาแฟง่ายๆ ด้วยตัวเอง
dot
Search


  [Help]
dot


โก๋ครบโหล

#โก๋ครบโหลrerun

คำนำ

เช้าวันหนึ่ง

ผมเพิ่งสังเกตเห็นว่าที่กิ่งของต้นแก้วพิกุลหลังร้านของเรา มีรังนกเล็กๆกำลังถูกถักทอขึ้นโดยนกกินปลีตัวน้อยสีเขียวแกมเหลืองสองตัว เสียงจิ๊บจั๋บส่งข่าวหากันระหว่างแก้วพิกุลกับจามจุรีใหญ่อันเป็นแหล่งวัสดุก่อสร้างก้องกังวานดูมีชีวิตชีวา

มีครอบครัวใหม่เกิดขึ้นภายในร้านของเรา

นึกแปลกใจอยู่บ้างว่าทำไมหนุ่มสาวคู่นี้จึงกล้าสร้างรังบนกิ่งไม้ที่อยู่ในระดับต่ำเพียงแค่เอื้อมมือคว้าได้? แต่ไม่เป็นไร อยู่ในนี้ปลอดภัยกว่าอยู่ข้างนอกแน่นอน

เมื่อรังรักเสร็จสมบูรณ์ แม่นกก็เริ่มฟักไข่ จากงานก่อสร้างเปลี่ยนเป็นงานทำมาหากิน นกน้อยบินโผเข้าออกระหว่างบ้านกับโลกภายนอก ผมชอบแว่บจากงานร้านเพื่อมายืนดูฉากป้อนอาหารที่ประตูบ้านของเขาและเธอ ปากน้อยๆยื่นออกมารับอาหารดูทั้งวุ่นวายทั้งน่ารัก

ผ่านไปสองอาทิตย์ เสียงจิ๊บจั๊บที่รังเงียบหายไปพร้อมๆกับนกพ่อนกแม่ ด้วยความสงสัยผมจึงเอาเก้าอี้มาใต่ขึ้นสำรวจดูภายในบ้านของพวกเขา พบว่าลูกนกสองตัวเสียชีวิตไปแล้ว จะด้วยสาเหตุใดก็ตาม คงต้องยอมรับว่าธรรมชาติได้กำหนดเวลาของทารกไว้เพียงเท่านี้

เล่ามาถึงบรรทัดเมื่อครู่ หากมองเป็นดั่งฉากละคร นี่อาจคือโศกนาฏกรรมหนึ่ง แต่ถัดไปอีกสามสี่วัน ผมกลับพบนกสามีภรรยาคู่นี้อีกครั้งที่ต้นอินทนิลหน้าร้าน ...พวกเขายังอยู่ด้วยกัน!

เมื่อยังอยู่ด้วยกัน รังนอนยังสามารถสร้างใหม่ได้ หรือหากอดทนไปอีกสักระยะ แม่นกพ่อนกอาจจะให้กำเนิดลูกน้อยได้อีกครั้ง โศกนาฏกรรมกลับกลายเป็นนิทานสอนใจ หากมีความรักชีวิตก็ยังมีหวัง

ร้านกาแฟของผมก็คล้ายรังนกรังหนึ่ง มันถูกสร้างขึ้นทีละเล็กละน้อยด้วยเรี่ยวแรงของคนตัวเล็กๆสองคนคือผมกับภรรยา เรามีช่วงเวลาทุกข์ยาก สนุกสนาน เหน็ดเหนื่อย ครุ่นคิด สลับคละเคล้ากันไป รู้สึกตัวอีกครั้งก็พบว่าตัวเองกำลังมานั่งเขียนเล่าความหลังเสียแล้ว

'โก๋ครบโหล' เขียนขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 12 ปี ของร้านโก๋กาแฟ ผมเรียบเรียงเรื่องราวของร้านตัวเองออกมาเป็น 12 ปี 12 ตอน โดยพยายามที่จะเล่าให้เห็นภาพเหตุการณ์สำคัญๆอย่างกระชับที่สุด แต่ละตอนมีประเด็นที่แตกต่างกันค่อนข้างชัดเจน ซึ่งเมื่อนำมาร้อยเข้าด้วยกันก็จะเกิดเป็นภาพรวมที่ครบถ้วนของความเป็นร้านกาแฟท้องถิ่นร้านหนึ่ง

คือร้านกาแฟธรรมดา!

เรื่องราวของโก๋กาแฟไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่หรือน่าตื่นเต้นหวือหวา ทำนองว่าได้รับถ้วยรางวัลจากการแข่งขันในสนามกาแฟนานาชาติอันใด หากแต่คือเรื่องการก่ออิฐถือปูนจากฐานล่างสุดเป็นรูปเป็นร่างเรื่อยมาจนกระทั่งกลายเป็นบ้านที่คุ้มแดดคุ้มฝนได้ เมื่ออ่านไปเรื่อยๆ...แทนที่จะได้กลิ่นกาแฟ ผู้อ่านอาจได้กลิ่นเหงื่อกลิ่นน้ำตามาแทน

ขอเรียนว่าผมไม่ได้มีเกียรติภูมิอันใดมานำเสนอ นอกจากการหวังเป็นนิทานประโลมใจให้ผู้ที่กำลังพยายามสร้างบ้านทุกคนได้มีเรี่ยวแรงทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป

หากจะถามอีกว่าร้านกาแฟนั้นเล่า? ควรมีหน้าที่อะไร? ผมขออนุญาตเปรียบเทียบเล็กน้อย

ชีวิตคนเรามักต้องการ 'ใครสักคน' ที่เข้าอกเข้าใจและไว้ใจได้ หากมีใครคนนั้นเราก็คงจะรู้สึกดี มีความสุขมาก

ร้านกาแฟที่ดีอาจต้องเป็นให้ได้อย่างนี้

คือเป็นใครสักคน!

ขอขอบคุณพ่อและแม่ผู้ให้กำเนิดและเป็นดั่งทุกสิ่งในความเป็นตัวผม พี่ๆในครอบครัวที่ให้กำลังใจในยามหมดสิ้นเรี่ยวแรง ขอบคุณลูกค้าหลายท่านที่อยู่ด้วยกันจนกลายเป็นเหมือนเพื่อนเหมือนญาติ ขอบคุณสต๊าฟร้านโก๋รุ่นต่อรุ่นที่ทุ่มเททำงานตามกำลังความสามารถจนเกิดเป็นผลงานที่สร้างความประทับใจแก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง และทำให้เรามีอายุยืนยาวมาได้จนถึงวันนี้

สำคัญที่สุดก็คือ 'ปุ๊ก' ภรรยาสาวใจสู้ที่ไม่ยอมถอยห่างไปจากกันแม้ในยามที่สุดของวิกฤต เธอเป็นคนแรกที่ผมคำนึงถึงอยู่เสมอ ทั้งยังเป็นคนสุดท้ายที่จะเหลืออยู่ข้างกายในยามที่ไม่เหลือใคร ขอบคุณมากๆ ขอบคุณจริงๆ

แง่หนึ่ง หนังสือเล่มนี้คือบันทึกประสบการณ์อันสำคัญของเรา

แต่ในอีกแง่ มันคือผลึกความรักและความคิดของครอบครัวโก๋กาแฟ

บ้านอู่ ลำปาง

16 ธ.ค. 2558



โก๋ครบโหล(1) ปีที่หนึ่ง ..หัดชง

 เปิดขายวันแรก ขายได้ประมาณ 700 กว่าบาท ซึ่งก็เป็นยอดจากแขกเหรื่อคนสนิทที่มาร่วมงานเปิดทั้งนั้น ซึ่งก็ยังรู้สึกว่าไม่เลวสำหรับวันแรก วันถัดมาเหลือ 200 ก็ปลอบใจกันว่ายังใหม่ คนยังไม่รู้จัก ..ผ่านไป 3 เดือน ยอดเฉลี่ยของร้านโก๋ก็ยังคงอยู่ที่หลักร้อยเท่านั้น!

โก๋ครบโหล(2) ปีที่สอง รักระหว่างรบ

 หลังงานแต่งเมื่อกลางปี 2548 ปุ๊กไม่สนุกนักกับงานสอนหนังสือ จึงตัดสินใจลาออกมารับเงินเดือนในฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ (Business Support) ซึ่งมีภารกิจช่วยกันวางแผนพัฒนาองค์กรฯ และร่วมกำหนดยุทธศาสตร์ของโก๋กาแฟ ในทางปฏิบัติแล้วก็คือ งานช่วยชง ช่วยเสิร์ฟ ช่วยทำบัญชี และช่วยกันวางระบบที่ผมพยายามทำมานานแล้วแต่ก็ยังไปไม่ถึงไหน จากเงินเดือนวิศวกรโรงกลั่น..ปุ๊กมารับเงินเดือน 7,000 ที่โก๋กาแฟ

โก๋ครบโหล (3) ปีที่สาม ตะลุยเขาวงกต

 เราตัดสินใจเลือก “ปรับปรุงสถานที่” เพื่อเพิ่มพื้นที่การให้บริการ และสร้างบรรยากาศแบบใหม่ โดยขออนุญาตเจ้าของบ้านในการใช้สนามหญ้าหน้าบ้านเป็นพื้นที่ให้บริการ จากเดิมที่มีเพียงเคาน์เตอร์ชงกาแฟ และโต๊ะเก้าอี้ไม่กี่ชุด เราจะได้สนามหญ้าสีเขียวใต้ต้นมะม่วงใหญ่ ที่สามารถตั้งโต๊ะ เก้าอี้ได้อีกกว่าแปดชุด นอกจากนั้นการทำหลังคาโพลีคาร์บอเนตคลุมส่วนหลังร้านและโซนลูกค้าบางส่วนยังจะช่วยคุ้มแดดคุ้มฝนให้คนทำงานและลูกค้า ...ร้านโก๋จะปรับจากร้านดีลิเวอรี่ไปเป็น ‘ร้านกาแฟในสวน’

โก๋ครบโหล (4.1) ปีที่สี่ โก๋รีแบรนด์ และกำเนิดปรีดา (ตอน 1)

 เราสร้างทัศนคติให้กันและกันใหม่ โดยเริ่มจากมองว่า “ธุรกิจ” นั้น คือการแก้ปัญหาสังคมอย่างหนึ่งที่มีกำไรเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงานเท่านั้น แต่ไม่ใช่ ‘เป้าหมาย’  ดังนั้น การมองลูกค้าที่เดินเข้ามาว่าเป็นผู้ที่เราต้องดูแลช่วยเหลือ จึงเป็นหลักการมองที่สำคัญของเรา...เราเลิกกังวลถึงกำไร โดยปล่อยให้มันเป็นไปเอง เมื่อไม่มองลูกค้าว่าเป็นเงินเคลื่อนที่ได้ ลูกค้าก็จะไม่รู้สึกว่าเขาเป็นวัตถุ  มิตรภาพจึงสามารถเกิดได้ง่ายขึ้น

 

ธุรกิจคือการแก้ปัญหา โดยยังรักษากำไรเอาไว้...แต่ไม่ใช่การคาดหวังกำไรสูงสุดเหมือนแต่ก่อนๆ


โก๋ครบโหล (4.2) ปีที่สี่ โก๋รีแบรนด์ และกำเนิดปรีดา (ตอน 2)

 

แม้เครื่องคั่วตัวนี้จะทำกันขึ้นมาเอง แต่ผลงานที่ออกมาก็สร้างความสุขให้เรามากทีเดียว...สารกาแฟจากดอยช้างที่ได้มาทดลองให้กลิ่นที่หอม สด ใหม่ ในขณะที่รสชาติก็อยู่ในระดับที่ไม่ด้อยไปกว่าของเดิม พูดกันในแง่ของรสชาติ ผมรู้สึกว่าของเรามีภาษีดีกว่านิดหน่อยซึ่งหากค่อยๆปรับปรุงไปก็ยังจะสามารถทำให้ดีกว่านี้ได้อีก แต่ในด้านของความรู้สึกสดใหม่...เรามั่นในได้เลยว่าของเราเหนือกว่า เพราะเมื่อคั่วเอง ก็ควบคุมความสดได้เอง...หากคั่วให้ใช้ได้พอดีอาทิตย์ต่ออาทิตย์ เราก็ย่อมได้กาแฟที่ใหม่เสมอ

 

ในที่สุด..พฤศจิกายน 2549 เราก็สามารถส่งกาแฟหม้อแรกออกเป็นสินค้าจากโรงคั่วในห้องครัวออกมาขายให้แก่ร้านโก๋กาแฟได้ หลังจากทดลองคั่วเปรียบเทียบอยู่เกือบสองเดือน เราตั้งชื่อกิจการใหม่ว่า “ปรีดา” ด้วยต้องการให้สื่อถึง “ความสุข” ที่เกิดจากการได้ทานกาแฟดีๆ

 

โก๋ครบโหล (5) ปีที่ห้า สร้างรหัสพันธุกรรม

มีอยู่ช่วงหนึ่ง ผมรู้สึกว่าสต๊าฟชุดนี้ค่อนข้างจะ ‘ลงตัว’ ทั้งนิสัยใจคอ และประสิทธิภาพการทำงาน พวกเขามี character หรือ บุคลิกร่วมกันหลายอย่าง ผมคิดว่าจะทำอย่างไรให้ร้านของเรายังคงคุณภาพของคนได้อย่างนี้ตลอด เด็กๆเหล่านี้สักวันเขาก็ต้องมีทางเดินของเขา แต่เราจะต้องรักษาคุณภาพคนให้ได้เหมือนเดิม หรือใกล้เคียงเดิมด้วยระบบ หรือวัฒนธรรมอะไรสักอย่าง

 

เราจัดประชุมสต๊าฟ ให้พวกเขาร่วมกันทำ Workshop ขึ้นชิ้นหนึ่ง โดยขอให้ต่างคนต่างก็เขียนระบุว่า “คนโก๋” ต้องเป็นอย่างไร? โดยสามารถจะเขียนมากี่ข้อก็ได้ ภายใต้กลุ่มหัวข้อหลัก 3 อย่างคือ มาตรฐานการทำงาน การอยู่ร่วมกันในทีม และ การปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า แล้วจึงนำข้อเขียนของแต่ละคนมารวมกัน ส่วนใหญ่จะเขียนออกมาค่อนข้างเหมือนกัน ผมเรียบเรียงทำเป็นสรุปออกมา แล้วเรียกมันว่า โก๋DNA

 

โก๋ครบโหล (6) ปีที่หก Red Ocean

 โก๋กาแฟตั้งอยู่กลางถนนสวนดอกซึ่งมีสภาพเป็นซอยเสียมากกว่า ตอนที่ตั้งร้านใหม่ๆเมื่อหกปีก่อน แทบจะไม่มีร้านกาแฟสดอยู่ในตัวเมือง (ผมเลยกล้าลงทุนเปิดกิจการ)  แต่มาถึงปีนี้ ใครๆก็อยากเปิดร้านกาแฟกัน..เพียงออกไปปากซอยเหลียวมองไปทางซ้ายก็จะเห็นร้านใหม่ ติดแอร์ ทุนหนา กำลังก่อสร้างอยู่ พอมองไปทางขวา ก็เห็นร้านกาแฟติดแอร์อีกร้านอยู่หน้ามหาวิทยาลัยเปิดใหม่ซึ่งเป็นสาขามาจากกรุงเทพฯ ที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งก็ดูจะเป็นแบรนด์ดังจากเชียงใหม่ซึ่งเข้ามายึดทำเลทองแถวๆสี่แยกใหญ่ใจกลางเมือง ร้านนี้มีทั้งขนาด Space ที่กว้างขวาง และการออกแบบที่เป็นมืออาชีพมาก  ฯลฯ เราจะได้ข่าวการเปิดร้านกาแฟใหม่ๆทุกเดือน

 

โก๋ครบโหล (7) ปีที่เจ็ด อำลาสวนดอก

 งานเลี้ยงยังมีวันเลิกรา ...มันเป็นธรรมดาของการร่วมทาง

 

ชีวิตการทำร้านกาแฟ ไม่ได้เหมือนอย่างในหนังสือพ็อคเก็ตบุคที่วางขายกันตามร้าน ทำนองว่ามีไร่กาแฟ รอยยิ้ม กลิ่นหอมๆ ขนมหวาน เพลงแจ๊ซ ฯลฯ แต่มันยังอาจจะมีเสียงบ่น คนนินทา หรือกระทั่ง คราบน้ำตา เป็นฉากหลังร้านอยู่ก็ได้

โก๋ครบโหล(8) ปีที่แปด ห้องรับแขก

 เมื่อสถานที่ลงตัว ผู้คนมาใช้บริการจึงมีเพิ่มขึ้น หลายคนใช้ร้านโก๋เป็นห้องรับแขกต้อนรับเพื่อนฝูง ญาติมิตรจากต่างเมือง วันเสาร์-อาทิตย์ โก๋กาแฟจะเป็นพื้นที่ครอบครัวสุขสันต์ พ่อแม่พาลูกน้อยมาทานขนม นม เนย บางทีก็มีลูกพาพ่อแม่มาหย่อนใจก่อนที่จะไปทำธุระกันต่อ วันไหนฤกษ์งามยามดี ก็จะมีเจ้าบ่าวเจ้าสาวแอบมาชิลล์พักครึ่งหลังพิธีช่วงเช้า แล้วค่อยกลับไปเตรียมตัวสำหรับงานเลี้ยงกลางคืนต่อ...บางคู่นั่งดื่มกาแฟในร้านทั้งที่ด้ายมงคลยังมัดมือติดกันอยู่ก็มี (ฮา)

โก๋ครบโหล (9) ปีที่เก้า กระบวนท่าเดียวหนึ่งหมื่นครั้ง

เมื่อคัดเลือกเอาค่าการควบคุมเครื่องที่ให้กาแฟอร่อยเหล่านั้นออกมาเรียบเรียงบนโปรแกรมสเปรดชีท เราได้ผลลัพธ์เป็นสมการคณิตศาสตร์ชุดหนึ่งที่สามารถนำไปใช้เป็นค่าการควบคุมการคั่วที่ปริมาณเมล็ดกาแฟแต่ละระดับ ผลการทดสอบสมการชุดนี้เป็นไปด้วยดี เราคั่วกาแฟได้ง่ายขึ้น แม่นยำขึ้น ผมตั้งชื่อเทคนิคนี้ว่า BPA (Best Profile Approach) หมายถึงการเดินหน้าเข้าหาโปรไฟล์การคั่วที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้อยู่เสมอด้วยอาศัยงานง่ายๆแต่ทำซ้ำๆทุกวันคือ ชิม จดบันทึก และ วิเคราะห์

 

จนถึงทุกวันนี้ สต๊าฟร้านโก๋ก็ยังคงชิมกาแฟชื่อเดิมๆซ้ำไปซ้ำมา เขาชิมตัวอย่างกาแฟทุก batch โดยไม่มีการสุ่มชิม งานพื้นฐานที่เรียบง่ายนี่แหละที่จะพาให้เราได้ผลงานการคั่วที่ดีอยู่เสมอ

 

นี่อาจเป็นหลักการกระบวนท่าเดียวหนึ่งหมื่นครั้ง แบบที่บรูซ ลี พูดถึงก็ได้!

โก๋ครบโหล (10) ปีที่สิบ ธรรมดาเป็นพิเศษ

 “ปรัชญาองค์กร” เป็นสิ่งที่กำกับการตัดสินใจ และความเป็นไปทั้งหลายขององค์กร โดยจะรู้ตัว(ว่ามีปรัชญา)หรือไม่ก็ตาม วิธีคิดและทัศนคติขององค์กรนั่นเองที่เป็นปรัชญา และมันคอยควบคุมเราอยู่ตลอดเวลา ยกตัวอย่างเช่น แทนที่จะบอกลูกค้าว่าเราเป็นบาริสต้าขั้นเทพ เราจะบอกว่าเราก็เป็นคนชงกาแฟธรรมดาที่พยายามเท่านั้น หรือ แทนที่จะประดับตกแต่งร้านให้มีสีสันสะดุดตา หรือประกอบด้วยเฟอร์นิเจอร์หรู...เราจะใช้สีเรียบๆ กับโต๊ะเก้าอี้ธรรมดาๆที่นั่งสบาย เป็นต้น

 

ความเป็นธรรมดานั้นยังพิเศษตรงที่ เมื่อมีใครพูดเราว่า “ไม่เจ๋ง” เราก็ยังไม่รู้สึกแย่ ...ก็เพราะว่าเราเป็นร้าน “ธรรมดา” หรือหากใครจะถามหาซูเปอร์สตาร์ นักชงขั้นเทพ เราก็ไม่ต้องเดือดร้อนจัดหา ..เพราะร้านธรรมดาไม่มีซุป’ตาร์ เรามีแต่ทีมโก๋!

โก๋ครบโหล (11) ปีที่สิบเอ็ด ปลูกต้นไม้ให้หนองน้ำ

 ทางที่จะรักษาหนองน้ำเล็กๆนี้เอาไว้ คือทำให้พรรณไม้เหล่านั้นเจริญเติบโตขึ้นตามกำลัง สำหรับโก๋..คนทำงานก็คือต้นไม้ในหนองน้ำ!

การพัฒนาคน เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการดำรงอยู่ของเรา

 

ปัญหาของร้านกาแฟท้องถิ่นก็ไม่ต่างจากธุรกิจท้องถิ่นอื่นๆคือเรื่องขาดแคลน “คน” ที่มีฝีมือหรือความรู้ดีมาช่วยสร้างงาน ...ที่เก่งๆก็ไปเรียนเมืองใหญ่ ทำงานในเมืองใหญ่กันซะเกือบหมด แต่ครั้นจะรอให้มีคนเก่งเดินเข้ามาสมัครก็คงจะไม่ไหว ดังนั้นด้วยข้อจำกัดเหล่านี้...เราจึงต้องสร้างระบบงานและระบบฝึกคนของเรากันขึ้นมาเอง ด้วยคนที่เราพอหากันได้จากท้องถิ่นนี่แหละ

 

ที่จริงเด็กที่ผ่านทดลองงานเข้ามาก็ถือว่าเขามีความอดทนและนิสัยใจคอที่เข้ากันกับเราได้แล้ว ส่วนที่ต้องฝึกหลังจากนั้นก็คือ ทักษะ ความรู้ และความคิด โดย ทักษะเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุด ส่วนความรู้และความคิดนั้นเป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับระยะยาว ผมเริ่มต้นปรับระบบการ Training ด้วยการปรับโครงสร้างองค์กรให้มีผู้รับผิดชอบงานสำคัญ 2 ส่วนเสียก่อนเพื่อให้เกิดทีมฝึกสอนและควบคุมงานขึ้นมา ตำแหน่ง Supervisor และตำแหน่ง Trainer จึงเริ่มเกิดขึ้นในปีนี้

โก๋ครบโหล(12) กลับบ้าน...สร้างโรงคั่วปรีดา

 #โก๋ครบโหล (13) ปีที่สิบสอง  สร้างโรงคั่วปรีดา Masterpiece


จากจุดเริ่มต้นในห้องครัวของบ้าน คราวนี้เราจะเป็นโรงคั่วกาแฟเต็มรูปแบบเสียที

 

นี่เป็นโครงการก่อสร้างใหญ่ของเรานับตั้งแต่เริ่มต้นกิจการเลยทีเดียว เราเห็นพ้องกันว่าห้องคั่วกาแฟขนาด 6X4 ตร.ม.นั้นเล็กเกินไปสำหรับเครื่องคั่ว 2 ตัว สารกาแฟสองสามตัน โต๊ะคัดเมล็ด และตู้เก็บอุปกรณ์ใบเขื่อง ดังนั้นเมื่อทั้งเงินทุนและสถานการณ์อำนวย เราจึงตัดสินใจเริ่มโครงการก่อสร้างอาคาร “โรงคั่วกาแฟปรีดา” เพื่อเพิ่มพื้นที่ทำงานให้ทำงานได้สะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้นและเพื่อเป็น “เบ้าหลอม” สร้างผลงานที่ดียิ่งกว่าเดิม

 

มกราคม 2558 ‘เต้’ สถาปนิกคู่ใจ รับหน้าที่ผู้ออกแบบโรงคั่วกาแฟปรีดาแห่งใหม่ โดยดัดแปลงโรงอู่ซ่อมรถเก่าอันเป็นกิจการดั้งเดิมของบ้าน ให้กลายเป็นโรงคั่วกาแฟเต็มรูปแบบที่จะต้องเก็บสต๊อกกาแฟได้มากขึ้นประมาณ 3-4 เท่าตัว ต้องแบ่งการทำงานคั่ว คัดเมล็ด และบรรจุได้อย่างเป็นสัดเป็นส่วน สภาพแสงสว่างที่เหมาะแก่การทำงานได้ทั้งวันโดยไม่มากจนร้อนเกิน และไม่น้อยจนต้องเปิดไฟแสงสว่างตลอดทั้งวัน ยิ่งไปกว่านั้น มันควรจะต้องสามารถอำนวยความสะดวกรองรับการมาเยี่ยมเยือนของผู้คนภายนอกได้ด้วย

 

มีนาคม 2558 แบบยังเสร็จเพียงคร่าวๆ แต่งานก่อสร้างต้องเริ่มต้น! ผมกลายเป็นหัวหน้าคุมงาน ส่วนปุ๊กกับเต้ คือผู้ร่วมออกแบบรายละเอียดต่างๆขนานไปกับงานก่อสร้าง แนวคิดในการออกแบบครั้งนี้นอกเหนือจากประโยชน์ใช้สอยที่ครบถ้วนแล้ว..อาคารใหม่ควรจะสะท้อนตัวตนและแนวคิดในการทำงานของเราด้วย ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นผนังก่ออิฐบล๊อคเปลือย การใช้ไม้สักและไม้แดงเก่าซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของบ้านและอู่มาประกอบใหม่เป็นเสาและคานของระเบียง หรือแม้กระทั่งป้ายโรงคั่ว เราก็ใช้เทคนิคเซาะปูนลงไปให้เป็นภาพโลโก้และตัวอักษรเพื่อบอกถึง “วิถีของปรีดา” ที่มุ่งเข้าสู่ความสุขด้วยการ “ลดทอน” อัตตา แทนที่จะ “พอกพูน”

 

งานใหญ่งานหนึ่งไม่เพียงมีเรื่องของคนออกแบบ คนก่อสร้าง และคนควบคุมงานเท่านั้น แต่ยังต้องได้รับแรงสนับสนุนจากคนรอบข้างทั้งกำลังใจและคำปรึกษา ส่วนน้องๆที่โก๋กาแฟก็ต้องช่วยกันดูแลลูกค้าอย่างขันแข็งแทนผมและปุ๊กที่ลงมาทุ่มสุดตัวกับโปรเจคท์นี้จนแทบไม่มีเวลาให้กับงานประจำที่ร้าน หากพวกเขาไม่เข้มแข็งผมก็คงจะปลีกตัวออกมาไม่ได้

 

กว่างานก่อสร้างจะเสร็จ...ก็ล่วงถึงเดือนสิงหา

 

สำหรับผม… โรงคั่วกาแฟปรีดานี้ไม่เพียงแต่เป็นที่ทำงานเท่านั้น หากยังเป็นเส้นชัยชีวิตอีกหนึ่งเส้น เพราะมันสร้างความสุขให้กับคนในครอบครัวของเรา ทุกคนต่างชื่นชมยินดีที่ได้เห็นเราเติบโตขึ้น อู่ยนต์สุวรรณที่เคยคึกคักด้วยผู้คนเมื่อสมัยที่พ่อยังมีชีวิตแทบจะกลายเป็นที่ร้างว่างเปล่ามาสิบกว่าปี บัดนี้มันได้กลับมาเกิดใหม่ในรูปของโรงคั่วกาแฟ แม่ของผมได้กลับมาที่แห่งนี้อีกครั้งในฐานะประธานเปิดอาคารเมื่อ 12 สิงหาคม 2558  รอยยิ้มของแม่ พี่น้องลูกหลานและแขกเหรื่อในวันนั้นคือรางวัลชีวิตของเราอย่างแท้จริง ส่วนทางครอบครัวของปุ๊กเองก็มีความรู้สึกไม่ต่างกัน ทั้งพ่อแม่และญาติๆของเธอต่างก็ภูมิใจกับผลงานชิ้นนี้

 

นับจากวันที่ปุ๊กยอมทิ้งอาชีพหลักของเธอ ทิ้งกรุงเทพฯมาฝ่าฟันร่วมกับผมจนถึงวันนี้ก็ผ่านไปสิบปีพอดี!

ปุ๊กบอกกับผมว่ามันเป็นสิบปีที่คุ้มค่า...แม้จะเหนื่อยมากแต่ที่มาถึงวันนี้ได้ก็เพราะเราไม่ทิ้งกันและมันยังเป็นบทพิสูจน์สำคัญของชีวิตคนคู่หนึ่งถึงคำว่า “รักแท้”

 

ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าอนาคตจากนี้ไปจะเป็นไปอย่างไรก็ตาม เราก็มั่นใจเหลือเกินว่าเราจะเดินร่วมกันไปได้อย่างมั่นคง เพราะเราได้พาทุกคนกลับมายืนตั้งหลักที่นี่แล้ว

 

...ที่บ้านของเราเอง

 

โก๋ครบโหล

เมื่อเล่าเรื่องแบรนด์ท้องถิ่นที่ชื่อ โก๋กาแฟ และ ปรีดา ผ่านสายตาของผมนับแต่ปีแรกจนถึงปีที่ 12 คือปีปัจจุบันไปแล้ว ผมหวังว่ามันอาจจะช่วยให้กำลังใจแก่ผู้ที่กำลังฟันฝ่าปัญหาใหญ่น้อยในชีวิตให้สู้ต่อไปได้ เส้นทางชีวิตไม่เคยเป็นเส้นตรง มันจะคดเคี้ยวบ้าง เป็นหลุมบ่อบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่สิ่งที่จะพาเราให้ผ่านไปได้หรือไม่นั้นคือ “วิธีการมอง” ซึ่งบางวิธีก็พาเราไปสู่ทางออก แต่บางวิธีก็กลับพาไปสู่ปัญหาที่หนักหนายิ่งกว่าเสียอย่างนั้น

 

“วิถีของผู้ประกอบการ” ไม่ต่างจาก “วิถีชีวิต” มันไม่ได้เป็นเรื่องของขาดทุนหรือกำไร หากแต่เป็นเรื่องของ ‘ความอดทน การเรียนรู้ การเติบโตขึ้น และปัญญา” หากเราเข้าใจชีวิต เราก็จะเข้าถึงธุรกิจ...ทั้งสองสิ่งเป็นเรื่องเดียวกันได้ เพราะต่างก็มีคำว่า “หน้าที่” อยู่ทุกลมหายใจ ดังนั้นทางออกของกิจการจึงควรเริ่มต้นจากการกำหนดค้นหา “หน้าที่” นั่นเอง

 

“ความสำเร็จ” นั้นไม่ได้มีความหมายตื้นเขินเพียงแค่ทรัพย์สินเงินทอง หรือขนาดของกิจการ แต่มันสามารถมีความหมายที่ลึกซึ้งกว่า เป็นประโยชน์ต่อโลกได้มากกว่า ..ซึ่งก็อยู่ที่เราเองว่าจะเขียนนิยามมันขึ้นมาอย่างไร

 

อย่างไรก็ตาม ต้องขอขอบคุณทุกผู้คนและทุกประสบการณ์ที่พาให้ผมกลายเป็นผมในวันนี้  ร้านกาแฟท้องถิ่นจะยังคงเป็นร้านท้องถิ่นต่อไป ผมเรียนรู้ว่า ความฝันยิ่งเล็กน้อยความสุขก็ยิ่งมาก จุดหมายปลายทางของเราจะเป็นอย่างไรก็ไม่อาจรู้ได้ แต่ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่ามันจะเป็นสิ่งที่เรียกว่า “ปัญญา” ซึ่งจะพาไปสู่ความสุขที่แท้จริง

 

ชีวิตควรมีเป้าหมายที่การแสวงหา “ปัญญา”...ธุรกิจก็เช่นกัน!

 

ขอให้สำเร็จทุกท่านครับ


 

โก๋ครบโหล (13) ปีที่13 การกลับมาของเต่า

 เราลงทุนเป็นเดิมพันกันอีกก้อนทั้งๆที่กระแสเงินสดยังค่อนข้างอ่อนไหวเนื่องจากงานก่อสร้างอาคารที่เพิ่งผ่านไปเมื่อปีก่อน เพื่อให้ผ่าน GMP เราต้องทำห้องซักล้าง ห้องแต่งตัว ห้องบรรจุ ให้เป็นสัดส่วน ต้องส่งเมล็ดกาแฟไปตรวจหาค่าทางเคมีที่ห้องแล็บเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาอนุมัติฯลฯ  ปุ๊กตัดสินใจสั่งซื้อเครื่องซีลถุงฟอยล์สุญญากาศมาถึงแม้จะยังไม่เริ่มมีออเดอร์เพื่อหาเทคนิคบรรจุที่จะถนอมคุณภาพกาแฟให้ยังดีได้นานที่สุดเพราะกว่าจะถึงมือลูกค้าหรือกว่าจะมีคนเปิดถุงกาแฟของเราก็คงจะผ่านวันคั่วไปแล้วหลายอาทิตย์ หรืออาจจะหลายเดือน? …ทุกกิจกรรมล้วนต้องใช้เงินทั้งนั้น

โก๋ครบโหล (14) ปีที่14 ท่านรู้ได้อย่างไรว่ามันเป็นโชคร้าย?

 เรารู้สึกว่าคนในร้านจำนวนหนึ่งไม่มี แรงบันดาลใจ หรือที่เรียกว่า passion และโรคขาด passion ก็เป็นโรคติดต่อชนิดหนึ่งซึ่งสามารถลามจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งได้อย่างง่ายดายผมเริ่มเห็นบรรยากาศอยู่กันไปวันๆ ไม่รักษาระเบียบวินัย ไม่สนใจใฝ่หาความรู้ เวลาไม่พอใจเพื่อนร่วมงานคนไหนก็จะนินทาว่ากล่าว ใช้คำและอารมณ์ที่รุนแรงโต้ตอบใส่กัน ผมต้องคอยออกกฏอย่างโน้นอย่างนี้ขึ้นมาเพื่อควบคุมให้งานยังเดินหน้าได้ แต่กฏระเบียบก็เหมือนดาบสองคม ในอีกด้านหนึ่งมันสร้างความอึดอัดคับข้องใจและความหวาดระแวงซึ่งกันและกันมากขึ้น ผมพยายามปรับความเข้าใจแต่ก็ไม่ได้ผล เขาไม่มีความสุข ผมก็ไม่มีความสุข เรายังคงมาทำงานแต่ก็ทำกันไปเพียงเพราะว่ามันเป็นงาน เป็นแหล่งรายได้

หน้า 1/1
1
[Go to top]