ReadyPlanet.com
bulletเราอยู่ที่นี่ .. เรามีกาแฟดีอยู่ที่บ้าน
dot
Member Login
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
bulletวิธีการสั่งซื้อและเงื่อนไข
bulletยืนยันการชำระเงิน
dot
Shopping cart
dot
จำนวน : 0 ชิ้น
ราคา : 0.00บาท
bullet ดูสินค้า
bullet ชำระเงิน
bulletผลตรวจวิเคราะห์คุณภาพทางห้องปฏิบัติการ
bulletชงกาแฟง่ายๆ ด้วยตัวเอง
dot
Search


  [Help]
dot


เวลาว่าง (8) ความเห็นที่ถูกต้อง

 เวลาว่าง (8) ความเห็นที่ถูกต้อง


ผม : อะไรที่ทำให้ร้านกาแฟส่วนใหญ่ “ไปไม่รอด?”

 

ปุ๊ก : ต้องบอกว่าคือการมอง การประเมินปัญหา และการค้นหาสาเหตุ...แต่ละคนต่างก็เจอปัญหาที่แตกต่างกัน สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่าจะมองมันยังไง หาต้นเหตุและทางแก้ปัญหาเจอหรือเปล่า?

 

ผม : คำพระเรียกว่า “โยนิโสมนสิการ” แปลว่า การทำไว้ในใจ จับให้ถึงต้นเหตุ

 

ปุ๊ก : คล้ายๆ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค หรือเปล่าคะ?

 

ผม : เป็นระบบคิดหลักของพุทธทีเดียว ...อริยสัจสี่ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน คือหากเรามองทุกสิ่งอย่างมีสาเหตุและปัจจัยประกอบขึ้นเป็นผลแล้วก็แก้ปัญหา ปรับปรุงไปตามนั้น ไม่ว่าเรื่องไหนก็จะฝ่าไปได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วจะติดอยู่ที่องค์ความรู้ไม่พอ หรือบางทีก็เป็นเพราะทัศนคติบางอย่างบดบังไม่ให้เราเห็นปัญหาอย่างที่มันเป็นจริงๆจนวิเคราะห์หาสาเหตุไม่ได้ เมื่อหาเหตุไม่เจอก็ไม่รู้จะแก้ยังไง

 

 

ผมกับภรรยามักจะถกกันในเรื่องโน้นเรื่องนี้อยู่เป็นประจำ มันเป็นทั้งการเชื่อมต่อและขัดเกลาความคิดของเราทั้งสองคนให้เป็นไปในทางเดียวกัน ซึ่งการพูดคุยลักษณะนี้เป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับคู่ชีวิตที่เป็นทั้งเพื่อนร่วมงานอย่างเรา

 

 

สำหรับผมแล้ว ธุรกิจก็เหมือนกับคน คือมีการเกิด การเติบโต มีอุปสรรค มีสุข มีทุกข์ มีแม้กระทั่ง “ความตาย”

 

เมื่อมองด้วยสายตาเช่นนี้...ความร่ำรวยมั่งคั่ง จึงไม่ใช่เป้าหมายทั้งหมดของธุรกิจ ในขณะที่ความทุกข์ยากขององค์กรก็ยังมีเหตุและปัจจัยคล้ายกับที่พบเจอในชีวิตของเราท่าน กระทั่งถึงที่สุดแล้ว การไม่เป็นไปดังใจหวังก็ต้องนับเป็นเรื่องปกติธรรมดาอย่างที่รู้จักกันในนามของ “อนิจจัง” และ “ทุกขัง”

 

การไม่มีลูกค้ามากพอ อาจเป็นปัญหาส่วนใหญ่ของร้านกาแฟ แต่หากมองให้ดี ไม่ว่าความเครียดในที่ทำงาน ความแก่งแย่งแข่งขันในองค์กร การทุจริตแบบต่างๆ การถูกตำหนิจากลูกค้า ความกดดันจากสภาวะเติบโตรวดเร็วเกินไป หรือแม้แต่ความเสี่ยงจากการไม่มีแผนรองรับสิ่งไม่คาดฝันก็เป็นปัญหาใหญ่ไม่น้อยไปกว่ากัน!

 

คำว่า “ไปไม่รอด” ในความหมายของผมจึงไม่ใช่แค่เรื่องเจ๊งเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของความกดดันในอีกหลากหลายรูปแบบ ..เคยเห็นหลายร้านที่ถึงแม้จะขายได้แต่ก็ต้องเลิกราไปเพราะ “ความทุกข์” ที่เกิดขึ้นภายในร้าน

 

ถามต่อว่า :  แล้วทำอย่างไรจึงจะไปรอด?

 

ตอบว่า :  ต้องมี “สัมมาทิฏฐิ” คือความเห็นที่ถูกต้อง หรือเรียกให้เข้าใจง่ายคือ มีทัศนคติและมุมมองที่เหมาะสม จากนั้นสัมมาทิฏฐิก็จะพาเราไปแก้ปัญหาต่างๆได้อย่างตรงจุด ตรงประเด็นเอง

 

ความเห็นที่ถูกต้องคืออย่างไร? คือรู้จักว่าอะไรที่ “ไม่ถูกต้อง” และอะไรคือ “มูลเหตุของความไม่ถูกต้อง”

หากรู้จักแล้วคอยระมัดระวังไม่ให้เกิดเหตุเหล่านั้นเสีย..อย่างไรก็ไม่มีวันเกิดความไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม

 

 

ความไม่ถูกต้องคืออะไร? ตัวอย่างเช่น..

 

การทะเลาะเบาะแว้งระหว่างคนขายกับลูกค้าอยู่เป็นประจำ บางร้านคนขายมาจับกลุ่มปรับทุกข์กันเลยเถิดถึงขั้น “นินทา” ลูกค้าก็มี

 

คนขายดูหมิ่นลูกค้าที่แต่งตัวไม่ดี หรือบางครั้งก็เผลอแสดงอาการขบขันเวลาที่ลูกค้าเรียกชื่อเมนูกาแฟผิดๆถูกๆ

 

พนักงานในองค์กรเดียวกันแย่งชิงความโดดเด่นด้วยการอวดฝีมือการชงกาแฟว่าใครที่เหนือกว่า ..สุดท้ายเกิดการทะเลาะเบาะแว้งจนเสียบรรยากาศทำงานอย่างมีความสุขที่เคยมีมาแต่ก่อน

 

กาแฟเสียคุณภาพไปมากแล้วแต่ก็ยังฝืนชงขายไปเพราะเสียดายต้นทุน..ลูกค้ากลับไปท้องเสียที่บ้าน

 

ฯลฯ

 

มูลเหตุของความไม่ถูกต้องเหล่านี้คืออะไร...ใช่หรือไม่ที่แท้ก็คือ โลภ โกรธ หลง ของเราๆท่านๆนั่นเอง!

หรือบางที...การทำร้านกาแฟก็ไม่ได้ต่างไปจากการขัดเกลาความเป็นมนุษย์?! เราเพียงแค่ขูดเกลา ละเว้น ..ชีวิตของธุรกิจก็จะเจริญขึ้น

 

อันที่จริง เท่าที่ผมรู้จัก ..เจ้าของร้านกาแฟส่วนใหญ่แล้วเป็นคนนิสัยใจคอน่ารัก อัธยาศัยนุ่มนวล คนที่ไม่มีจริตเอื้อเฟื้อยากนักที่จะใฝ่หางานบริการ แต่เมื่อเปิดกิจการมีคนร่วมงานมากกว่าหนึ่ง ปัญหาก็เริ่มเกิด เพราะไม่สามารถทำให้พนักงานคิดหรือทำเหมือนเจ้าของได้ ปัญหาสำคัญของเจ้าของจึงอยู่ที่ว่าทำอย่างไรองค์กรถึงจะมี “ชีวิตจิตใจ” ที่อ่อนนุ่มอ่อนโยน คิดดี ทำดี และมีความฉลาดรู้จักความควร หรือไม่ควรเหมือนที่มนุษย์คนหนึ่งพึงจะเป็น?

 

เมื่อเผชิญกับปัญหา หากมีสัมมาทิฏฐิเป็นตัวกำกับทิศทาง ...มากหรือน้อยเราก็จะไม่ก่อปัญหาซ้ำทำปัญหาซ้อนให้กลายเป็นปมเส้นด้ายที่ยุ่งเหยิงไม่รู้จบสิ้น

 

---------------------------

 

เช้าวันหนึ่ง...ผมสังเกตเห็นรังนกกินปลีตรงหลังที่จอดรถว่ามีลูกนกสองตัวกำลังรอรับอาหารที่แม่ตั้งใจป้อนให้ เมื่อเดินเข้าไปในร้าน ได้ยินเสียงทักทายสนุกสนานของน้องๆในร้านช่วยลดอายุของผมลงเหลือเพียงราวยี่สิบกว่าๆ  ..เมื่อทุกอย่างพร้อม..ผมไขกุญแจเปิดประตูออกเพื่อต้อนรับลูกค้า

ถึงอากาศภายนอกจะร้อน งานจะยุ่งทั้งวันแต่เสียงหัวเราะและรอยยิ้มของทั้งคนขายและลูกค้าก็ยังเป็นเหมือนดนตรี background ทั้งยังช่วยบอกให้รู้ว่านี่คือพื้นที่ของ “สันติ” อีกแห่งหนึ่งบนโลกนี้ สำหรับผมเมื่อวันที่มีคุณค่าได้ดำเนินไปอีกวันหนึ่ง กิจการของผมในวันนั้นจึงต้องนับว่าเป็นกิจการที่ดีไม่น้อย หน้าที่หลักของเจ้าของร้านอย่างผมก็คงเป็นการคอยดูแลให้เหตุการณ์เช่นนี้ยังคงดำเนินต่อเนื่องไปในทุกวันทำการ

 

หากต้องคอยปรับคอยแก้ปัญหามากมายเพื่อให้ได้มาซึ่ง “วิถีชีวิต” แบบนี้...

 

ผมว่ามันก็คุ้มนะ!

 

---------------------------------------------------

บทเสริม

 

“..แล้วคุณรู้ถึงความแตกต่างระหว่างช่างไม้กับช่างฝีมือตั้งแต่เมื่อไหร่?” ไมเคิลถาม

 

ช่างไม้เงียบไปพักหนึ่ง แล้วไมเคิลเห็นน้ำตาหนึ่งหยดไหลผ่านแก้มของเขาลงมา

 

“เมื่อตอนที่ผมเป็นวัยรุ่นอยู่ ผมกำลังนั่งดูพ่อของผมต่อตู้ไม้เป็นครั้งแรก พ่อของผมใช้ไม้ที่ดีที่สุด ราคาแพงที่สุดเท่าที่หาได้ ตอนนั้นครอบครัวของผมไม่ค่อยมีเงินเท่าไร ผมก็ถามพ่อว่า ทำไมพ่อจึงไม่ใช้ไม้ที่ราคาถูกกว่าทำเป็นไม้ฝาบุหลังตู้ ซึ่งเป็นส่วนที่ไม่มีคนเห็น พ่อของผมส่ายหัวแล้วตอบว่าไม่ ผมถามต่อไปว่าทำไมไม่ทำอย่างนั้นเพราะไม่มีใครที่จะรู้หรอก พ่อของผมจึงตอบว่า

 

“พ่อรู้ แกก็รู้ เราทั้งสองคนรู้”

 

[The Carpenter,น.51 , Jon Gordon]


 




เวลา..ว่าง

เวลาว่าง (1) มีประโยชน์ก็ตอนว่างนี่แหละ
เวลาว่าง (2) ทัวร์ลง
เวลาว่าง (3) ดวงจันทร์ของนางชี1
เวลาว่าง (4) ดวงจันทร์ของนางชี 2
เวลาว่าง (5) เบ้าหลอม
เวลาว่าง (6) ดวงจันทร์ในอ่างล้างแก้ว
เวลาว่าง (7) หลงรัง
เวลาว่าง (9) เสือเฒ่า
เวลาว่าง (10) เส้นทางตัดใหม่
เวลาว่าง (11) รากเหง้า
เวลาว่าง (12) เราจะสูญพันธุ์อย่างมีศักดิ์ศรี
เวลาว่าง(13) เต่า
เวลาว่าง(14)ถ้วยว่าง
เวลาว่าง(15) พื้นที่ชีวิต